วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

สิทธิ กับ ระเบียบวินัย ตอบคำถามกันหน่อย

สิทธิ VS ระเบียบวินัย จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้สังคมมองว่าเด็กสมัยนี้ดูแรง ดูกล้ามากขึ้น แต่การจะถ่ายทอดและบ่มเพาะให้คนรุ่นใหม่เข้าใจกับคำว่า 'สิทธิ' และ 'ระเบียบวินัย' ได้อย่างลึกซึ้งนั้นก็ยังคงต้องเป็นหน้าที่ที่ปฏิเสธไม่ได้ของผู้ใหญ่ในสังคม สังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะสังคมไทยยังติดอยู่ในกรอบความคิดแบบมายาคติที่มีต่อนักเรียนนักศึกษาว่าต้องเป็นไป ตามกรอบที่สังคมกำหนด คือ เชื่อฟัง และ ไม่ตั้งคำถาม และยังสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของแนวคิดระหว่างกระแสโลกานุวัตร กับ ประเพณีดั้งเดิม ที่คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามและเรียกร้องวิถีชีวิตที่แตกต่างจากระเบียบประเพณีเดิม สังคมไทยยังต้องการให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิต "พลเมือง" ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดในระบบทุนนิยม มากกว่าผลิตบุคคลที่มีความคิดและสามารถตั้งคำถามกับสังคมได้ สังคมไทยมีความเกลียดชังคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากตนเอง และไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิดอย่างแท้จริง "จริงๆ แล้วคำว่า 'ระเบียบวินัย' เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในสังคมสมัยใหม่ ถูกนำมาใช้ในการควบคุมวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบ และขับเคลื่อนสังคมให้ดำเนินไปภายใต้การปกครองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็พึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัยและความเหมาะสม และไม่พึงละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในการพูด สิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง และสิทธิที่จะกระทำ หรือ ไม่กระทำ ในสิ่งที่ไม่ไปทำร้ายชีวิตผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องยอมรับ และก้าวข้ามให้พ้นความเกลียดชังที่มีต่อคนที่ความคิดเห็นแตกต่างจากตนเองให้ได้" หากสังคมไทยยังต้องการบุคลากรของประเทศที่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องกลับมาดูกันว่าวันนี้เราได้ให้พื้นที่กับคำว่า 'สิทธิ' กับเด็กรุ่นใหม่มากแค่ไหน ได้อบรมและทำความเข้าใจเรื่อง 'ระเบียบวินัย' อย่างลึกซึ้งและจริงใจต่อกันหรือเปล่า "คำว่าระเบียบวินัยในสังคมยังต้องมี แต่ต้องแยกออกจากสิทธิขั้นพื้นฐาน ประเทศนี้ต้องมีระเบียบวินัยไม่งั้นประเทศก็ล่ม เราเพียงแต่มองว่าสิทธิขั้นพื้นฐานก็น่าจะคู่กับระเบียบวินัยไปด้วยกัน"

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

Classic Period รูปแบบเพลง

รูปแบบบทเพลงสมัยคลาสสิค รูปแบบและโครงสร้างของดนตรีที่บรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้าในยุคคลาสสิค มักจะเป็นบทเพลงยาวๆ ที่ประกอบด้วยหลายๆท่อนในเพลงเดียวกัน แต่ละท่อนมักจะมีลักษณะที่ตัดกันทั้งจังหวะ ความเร็ว-ช้า และคุณลักษณะอื่นๆ เช่น สีสัน และความดัง ความเบาของท่วงทำนอง โดยทั่วไปแล้วบทเพลงสมัยนี้มักจะมี 4 ท่อนเรียงกันประกอบด้วย 1. ท่อนเร็ว (Fast Movement) 2. ท่อนช้า (Slow Movement) 3. ท่อนที่เป็นเพลงเต้นรำซึ่งสัมพันธ์กับบทเพลง (Dance Movement) 4. ท่อนเร็ว (Fast Movement) ที่จบเป็นการส่งท้ายเพลง เมื่อโครงสร้างเป็นเช่นนี้ก็เลยพูดกันเล่นๆติดปากว่า รูปแบบของบทเพลงยุคคลาสสิค คือ เร็ว-ช้า-เต้นรำ แล้วก็เร็ว (Fast-Slow-Dance-Fast) รูปแบบของเพลงลักษณะนี้พบมากในวงดนตรี Chamber Music โดยเฉพาะอย่างยิ่ง String Quatit แต่บทเพลงประเภท Sonata อาจจะประกอบด้วย 2-3 หรือ 4 ท่อนก็ได้ บทเพลงประเภท Symphony จะแต่งขึ้นสำหรับวง Orchestra Quartet (2 Violins, Viola และ Cello) แต่ประเภท Sonata สำหรับเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น และบทเพลงเหล่านี้จะมีรูปแบบหลากหลายแล้วแต่คีตกวีจะเลือกใช้ เช่น เป็นแบบ A-B-A หรือแบบ Themes Variation บทเพลงแต่ละท่อนมักจะมีลักษณะที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด มีหลายอารมณ์ และเมื่อพูดถึงดนตรียุคคลาสสิค ก็มักจะนึกถึงคีตกวีที่เป็นหลักของยุคนี้ 3 ท่าน คือ Haydn, Mozart และ Beethoven ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Beethoven ซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยสีสันและอารมณ์รุนแรง ขณะที่ Haydn และ Mozart มีลักษณะแบบละครแฝงอยู่ด้วย Mozart เองชอบแต่งเพลงที่สนุกสนาน กุ๊กกิ๊ก มีลูกเล่นมาก ได้อารมณ์สุนทรีและน่ารักๆ ในจำนวนบทเพลงประเภท Sonata และ Theme and Variation นั้น คำว่า “Sonata” มีสิ่งที่จะต้องอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด คำว่า Sonata ซึ่งเป็นประเภทของบทเพลงกับคำว่า Sonata Form นั้นเป็นคนละอย่าง คนละความหมาย Sonata เฉยๆ หมายถึงบทเพลงที่มีหลายท่อนเป็นแบบเร็ว-ช้า-ระบำ-เร็ว แต่คำว่า Sonata Form หมายถึงลักษณะของบทเพลงท่อนใดท่อนหนึ่งเพียงท่อนเดียวซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ 4 ส่วนด้วยกันคือ Exposition เป็นท่อนที่มีทำนองหลัก 2 ทำนอง ทำนองที่หนึ่ง เล่นในบันไดเสียงที่เป็นเสียงหลักของบทเพลงแล้วตามด้วยทำนองสั้นๆ ที่เชื่อมไปสู่ทำนองที่สอง ซึ่งเปลี่ยนไปบรรเลงในบันไดเสียงอื่นและจบด้วยทำนองนี้จึงได้ชื่อส่วนแรกนี้ว่า Exposition Development เป็นการนำเอาทำนองที่ได้เล่นมาแล้วมาพัฒนา คือขยายในรายละเอียด ใส่กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆเข้าไป มีการปรับเสียงไปเล่นในบันไดเสียงอื่นๆต่อไป Recapitulation ส่วนที่ 3 กลับมาบรรเลงทำนองหลักในบันไดเสียงเดิมส่วนที่ 1 เหมือนเมื่อเริ่มต้นแล้วเชื่อมด้วยทำนองสั้นๆ ก่อนที่จะบรรเลงทำนองที่ 2 ในบันไดเสียงหลักจบลงด้วยทำนองในบันไดเสียงหลัก Coda ส่วนที่ 4 เป็นท่อนจบหรือลูกหมดบรรเลงในบันไดเสียงหลักที่เป็นรูปแบบของ Sonata Form ซึ่งอาจจะใช้กับท่อนไหนของบทเพลงก็ได้

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ตอนนี้เป็นเวลาของการสอบเข้า ไม่สนใจเรื่องสอบผ่าน ผมจะพาลูกผมไปติว...

วิธีสร้างวินัยในตนเอง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ตัดตอนจาก "วินัยเรื่องที่ใหญ่กว่าที่คิด" คัดลอกจาก http://www.budpage.com/ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า "วินัย" วินัยเป็นการจัดสรรโอกาส วินัยนี้มักจะเข้าใจกันในความหมายเชิงลบ คือไปเข้าใจเป็นเครื่องบังคับควบคุม ซึ่งยังไม่ถูกต้อง เรียกว่าเป็นความหมายสำหรับคนที่ยังไม่ได้พัฒนา ความหมายที่ต้องการของวินัยเป็นความหมายเชิงบวก กล่าวคือวินัยเป็นการจัดสรรโอกาส ทำให้ชีวิตและสังคมมีระบบระเบียบ และมีโอกาสเกิดขึ้น ทำให้ทำอะไร ได้คล่องดำเนินชีวิตได้สะดวก ดำเนินกิจการได้สะดวก ถ้าชีวิตและสังคมไม่มีระเบียบ ไม่เป็นระบบ ก็จะสูญเสียโอกาส ในการที่จะดำเนินชีวิตและทำกิจการของสังคมให้เป็นไปด้วยดี ตลอดจนทำให้การพัฒนาได้ผลดี ทำไมจึงต้องจัดระเบียบ ทำไมจึงต้องมีวินัย ถ้าชีวิตวุ่นวาย การเป็นอยู่ของมนุษย์สับสนหาระเบียบไม่ได้ โอกาสในการดำเนินชีวิตก็จะหายไป เช่นในที่ประชุมนี้ ถ้าเราไม่มีระเบียบเลย โต๊ะเก้าอี้ก็วางเกะกะทั่วไป คนก็เดินกันไปเดินกันมา อาตมภาพพูดนี่ก็ฟังกันไม่รู้เรื่อง สับสน แม้แต่เมื่ออยู่ในบ้านของเรา ถ้าสิ่งของตั้งวางไม่เป็นระเบียบกระจัดกระจายอยู่ตรงโน้นตรงนี้ แม้แต่จะเดินก็ยาก เดินไปก็เตะโน่น ชนนี่ กว่าจะถึงประตูก็เสียเวลาตั้งหลายนาที แต่พอเราจัดของให้เป็นระเบียบ ตกลงกันว่าตรงนี้เป็นทางเดินก็เว้นไว้เป็นช่องว่างเราเดินพรวดเดียวก็ถึงประตูทำให้สะดวกรวดเร็ว กิจการต่างๆ ต้องมีระเบียบหรือต้องอาศัยวินัยมาจัดสรรโอกาสทั้งนั้น ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น เมื่อแพทย์จะผ่าตัดศัลยแพทย์จะต้องการวินัยมาก จะต้องจัดระเบียบเครื่องมือที่ใช้ตามลำดับการทำงานอย่างเคร่งครัดทีเดียว ต้องตกลงกันไว้ก่อนว่า ขั้นตอนใดจะใช้เครื่องมือไหน และส่งเครื่องมือให้ถูกต้อง คนนี้ยืนตรงนี้ จังหวะนี้ ถึงเวลาไหนส่งเครื่องอันไหนเพราะอยู่ในช่วงของความเป็นความตาย พยาบาลที่จัดเตรียมเครื่องมือ ต้องพร้อมและต้องจัดให้ถูกลำดับทุกอย่างผิดนิดไม่ได้ เพราะงานนั้นต้องเป็นไปตามเวลาที่จำกัด ฉะนั้นในกิจการที่ยิ่งมีความสำคัญ มีความซับซ้อน มีความเป็นความตายเข้ามาเกี่ยวข้อง วินัยจะยิ่งต้องมีความเคร่งครัดแม่นยำมากยิ่งขึ้น ในสังคมวงกว้างออกไป ถ้าชีวิตคนไม่ปลอดภัย สังคมไม่มีความเป็นระเบียบ มีโจร มีขโมย มีการทำร้ายกัน เราจะไปไหนเวลาไหน ก็ไม่สะดวก เพราะกลัวว่าถ้าไปเวลานี้ หรือผ่านสถานที่จุดนั้นแล้ว อาจจะถูกทำร้ายได้ เมื่อคนไม่กล้าเดินทาง มีความหวาดระแวง กิจการงานของสังคมและการ โดยนัยนี้ วินัยจึงช่วยจัดทำให้เกิดระบบระเบียบในชีวิตและสังคมขึ้น ทำให้เกิดความคล่องตัว จะทำอะไรต่ออะไรก็ได้ผล ฉะนั้น การจัดวางวินัยจะต้องคำนึงถึงความมุ่งหมายนี้อยู่เสมอ เช่นต้องตรวจสอบว่า การจัดวางวินัยของเรามีความมุ่งหมายชัดเจนหรือไม่ ที่จะช่วยให้ชีวิตและกิจการงานเป็นไปได้ด้วยดี เกิดมีโอกาส และทำให้มั่นใจว่า เมือเราจัดระบบระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว โอกาสในการพัฒนาชีวิตจะเกิดขึ้น ความเป็นอยู่และกิจการต่างๆ จะเป็นไปด้วยความคล่องตัว นำไปสู่จุดหมายดีงามที่ต้องการ ในการพัฒนามนุษย์ระยะยาว ถ้าไม่มีวินัยเป็นฐาน ก็จะทำให้เกิดความขัดข้องวุ่นวายสับสน ฉะนั้น เราจึงจัดวางวินัยเพื่อความมุ่งหมายระยะยาว ในการพัฒนามนุษย์ด้วย และด้วยเหตุนี้ วินัยจึงเรื่องสำคัญในสังคมประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยต้องการโอกาสเหล่านี้ ในการที่จะให้มนุษย์มาสื่อมาแสดงออก เพื่อนำเอาศักยภาพของตัวเองออกมาร่วมในการสร้างสรรค์สังคมอย่างได้ผล สรุปว่า วินัยมีความหมายเชิงบวก คือ เป็นการจัดสรรโอกาสให้ชีวิตและสังคมดำเนินไปโดยสะดวก คล่องตัว ได้ผลมีประสิทธิภาพ และเป็นโอกาสแก่การพัฒนามนุษย์ด้วย ความสำคัญของวินัย อยู่ที่การฝึกคนให้มีศีล ศีลนั้นมีความสำคัญมาก เมื่อคนตั้งอยู่ในวินัยอย่างที่เรียกกันว่าเป็นคนมีวินัยแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม ซึ่งมี ๗ ประการด้วยกัน ความมีวินัยหรือศีลนี้เป็นรุ่งอรุณของการศึกษา หรือแสงเงินแสงทองนั้นอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อพระอาทิตย์จะอุทัย ย่อมมีแสงเงินแสงทองขึ้นมาก่อน ฉันใด ชีวิตที่ดีงามจะเกิดขึ้น โดยมีความถึงพร้อมด้วยศีลหรือความมีวินัยนี้เป็นสิ่งบ่งบอกเบื้องแรกด้วย ฉันนั้น ถ้าคนตั้งอยู่ในวินัยมีศีลแล้ว ก็มั่นใจได้ว่าชีวิตที่ดีงามจะเกิดขึ้น เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าตรัสให้คำรับรองไว้ว่าศีลหรือความมีวินัยเป็นรุ่งอรุณของการศึกษา เป็นสัญญาณว่ามนุษย์จะมีการพัฒนาและมีชีวิตที่ดีงามต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

Orchestra Classic Period

วงออร์เคสตร้าในยุคคลาสสิค ได้กล่าวถึงเรื่องราวของลักษณะทางดนตรีหรือ Style ของดนตรีในยุคคลาสสิค คือระหว่างปี ค.ศ. 1750-1820 ไปแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงลักษณะของวงดนตรีที่เรียกว่าวงออร์เคสตร้าในยุคนี้บ้าง พอเป็นที่เข้าใจกันได้ วงออร์เคสตร้าในสมัยบาโร้คนั้นมีรูปแบบไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามใจของคีตกวีว่าบทเพลงไหนจะใช้เครื่องดนตรีอะไรบ้าง แต่พอตกมาถึงยุคคลาสสิค จึงกลายเป็นวงดนตรีที่มีการจัดระบบระเบียบชัดเจนขึ้น คือวงออร์เคสตร้ายุคนี้จะประกอบด้วยเครื่องดนตรี 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มพวกปี่และขลุ่ย กลุ่มพวกแตรต่างๆ และกลุ่มเครื่องเคาะเครื่องตี ซึ่งนิยมกำหนดเครื่องดนตรีไว้ดดยประมาณดังนี้ เครื่องสาย (String) ได้แก่ ไวโอลิน 1 และ 2 วิโอล่า เชลโล และดับเบิ้ลเบสส์ ปี่และขลุ่ย (Wood wind) ได้แก่ ฟลุท 2 โอโม 2 คลาวิเนต 2 และบาสซูน 2 แตร (Brass) ได้แก่ เฟรนซ์ฮอร์น 2 และทรัมเปต 2 (ทรอมโบนใช้ใน opera และเพลงศาสนา) เครื่องตี (Percussion) ใช้กลอง Timpani เป็นหลัก มีข้อสังเกตว่า กลุ่มเครื่องสายนั้นใช้เป็นหลักของวง พวกปี่-ขลุ่ยและแตรใช้เป็นคู่ๆ คือ อย่างละ 2 คัน คลาริเนตนั้นเพิ่มเข้ามาจากที่ไม่เคยใช้มาก่อน ส่วนทรอมโบนจะใช้เฉพาะในอุปรากรและบทเพลงทางศาสนาดังที่ Haydn และ Mozart ใช้ในคีตนิพนธ์ของท่าน อนึ่งจำนวนนักดนตรีในวงก็เพิ่มขึ้นจากยุคบาโร้ค แต่อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามกาละเทศะ เช่น Haydn ตามปกติจะใช้วงขนาด 25 คน แต่พอไปบรรเลงที่ London ในปี 1795 จะเพิ่มจำนวน เป็น 60 ตน คีตกวีในยุคคลาสสิคนิยมแต่งเพลงแสดงให้เห็นความโดดเด่นของสีสันหรือสุ้มเสียงที่มีลักษณะเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจึงไม่มีการใช้เครื่องดนตรี 2 ชิ้น เล่นทำนองเดียวกันทั้งท่อนอย่างที่เป็นในยุคบาโร้ค แต่มักจะผลัดกันแสดงความโดดเด่นโดยกำหนดให้เครื่องดนตรีบรรเลงในแนวทำนองที่ต่างกัน และเปลี่ยนบ่อยๆ ทำนองหลักอาจจะเริ่มด้วยวงออร์เคสตร้า จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องสายและตามด้วยปี่-ขลุ่ย เป็นต้น เครื่องดนตรีแต่ละกลุ่มจะมีบทบาทหน้าที่ของตนโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสาย ได้แก่ ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และเบส ทำหน้าที่หลักโดยเป็นกระดูกสันหลังของวงออร์เคสตร้า โดยใช้ไวโอลิน 1 บรรเลงทำนองสำคัญ เครื่องสายเสียงต่ำบรรเลงแนวประสานเสียเป็นส่วนมาก ปี่-ขลุ่ย จะบรรเลงในแนวทำนองที่ตัดกันกับกลุ่มเครื่องสายและบรรเลงเดี่ยวบางทำนองเป็นครั้งคราว ส่วนออร์แกนและทรัมเป็ตจะสร้างความรู้สึกในพละกำลัง ในช่วงที่ต้องการเสียงดังหนักแน่นเพิ่อจะเพิ่มเติมแนวประสาน แต่ไม่ค่อยใช้บรรเลงทำนองหลัก และกลองทิมปานี่จะตีเฉพาะในช่วงที่เน้นจังหวะจะโคน และแสดงถึงจุดสำคัญของบทเพลง เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ววงออร์เคสตร้าสมัยคลาสสิคแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ความแปรผันตามความต้องการในการแสดงอารมณ์ สีสัน และความมีลักษณะพิเศษของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ซึ่งคีตกวีสามารถจะเลือกใช้ได้ตามใจ เพื่อให้บทเพลงของตนมีสีสัน ได้อารมณ์และความรู้สึกอย่างที่ผู้แต่งต้องการ

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

Classic Period 02

ลักษณะสำคัญของดนตรียุคคลาสสิค 1. ให้อารมณ์ที่ขัดแย้งกันในบทเพลงหนึ่ง หรือในท่อนหนึ่งๆจะมีหลายอารมณ์ มีการเปลี่ยนอารมณ์เพลงอย่างรวดเร็วทันทีทันควัน และบ่อยๆ แสดงงความขัดแย้ง และตรงข้ามกันอย่างชัดเจน แต่ก็อยู่ในกรอบของบทเพลงที่ผู้แต่งจะกำหนดทั้ง Haydn, Mozart และ Beethoven มีความสามารถในการแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอารมณ์นี้อย่างมีเหตุผลและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ตลอดทั้งเพลง 2. จังหวะ ใช้จังหวะหลากหลาย ไม่อาจจะเดาล่วงหน้าคาดการณ์ได้เลยว่าต่อไปข้างหน้าจะมีรูปแบบอย่างไร ไม่เหมือนยุคบาโร้คที่พอฟังไปสัก 2-3 ห้องก็จะทราบได้เลยว่าตลอดทั้งเพลงจะมีจังหวะแบบไร แต่ในยุคคลาสสิคนั้นอาจจะหยุดโดยกระทันหัน หรือลักจังหวะและมีการใช้เสียงสั้นๆ ยาวๆ สลักกันไปมาบ่อยๆ รวมทั้งรูปแบบของจังหวะจะโคนด้วย 3. ผิวพรรณ (Texture) ของบทเพลงยุคนี้แตกต่างกับบทเพลงแบบหลายทำนอง (Polyphony) ของ Baroque โดยสิ้นเชิงเพราะเป็นแบบ Homophonic คือมีทำนองเดียวและใช้การประสานเสียงแบบง่ายๆเสียเป็นส่วนมาก แต่ก็เอาแน่ไม่ได้เพราะบางทีขึ้นต้นทำนองเดียวและมีเสียงประสาน แต่จู่ๆก็อาจจะกลายเป็นหลายทำนอง หรือไม่ก็เป็นทำนองสั้นๆ มาต่อๆ กันก็เอาแน่ไม่ได้ ดังนั้นผิวพรรณของบทเพลงก็ผันแปรไปได้เช่นเดียวกับจังหวะ 4. ทำนองเพลง (Melody) ทำนองของบทเพลงยุคคลาสสิค ฟังคล้ายเพลงร้อง จำง่าย แม้แต่เพลงก็ถือกันว่าชั้นสูงยังนำทำนองมาจากเพลงพื้นบ้าน (Folk) หรือเพลงสมัยนิยม (Popular Music) ได้ ตัวอย่างเช่น บทคีตกวีนิพนธ์บางบทของ Mozart นำมาจากเพลงพื้นบ้านฝรั่งเศสที่ชื่อ Twinkle little star และบ่อยครั้งที่ทำนองแบบนี่ก็ยังเขียนไว้ในลักษณะเดิมของเพลง Pop ด้วยซ้ำไป โครงสร้างของทำนองเพลงมันจะเป็น 2 ส่วน หรือ 2 วลีเท่าๆกัน คือเป็นแบบ A-A ที่เริ่มต้นเหมือนวลีแรก แต่จบต่างกันคล้ายๆเพลงเด็กแบบ Many Had A Little Lamb ซึ่งตรงข้ามกับบาโร้คที่จำยากและสลับซับซ้อน 5. ความดัง-เบา (Dynamic) ในสมัยบาโร้คบทเพลงจะเล่นดังหรือเบาสลับกันเป็นช่วงยาวๆ แต่สมัยคลาสสิคคีตกวีแต่งเพลงให้มีอารมณ์หลากหลายด้วยการบรรเลงแบบค่อยๆ ดังขึ้น หรือค่อยๆ เบาลง บางทีก็ดังกระหึ่มขึ้นมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำให้คนดูต้องทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้ด้วยความประหลาดใจก็มี และเพื่อให้ได้อารมณ์ดังกล่าวมี จึงมีการใช้เปียโนเข้ามาแทนออร์แกน ฮาร์ฟซิคอร์ด และคลาวิคอร์ด ซึ่งนิยมใช้กันในยุคบาโร้ค แม้ว่าเปียโนจะมีใช้มาถึงแค่ ค.ศ. 1700 แล้วก็ตามแต่เพิ่งจะมาเป็นที่นิยมก็ในราว ค.ศ. 1770 นี่เอง แล้วก็ได้กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมไปในยุคนี้ 6. การเลิกใช้ Basso Continuo หรือการเล่นแนวทำนองแบบตามใจ (Improvise) ไปตามแนวของเบสที่กำหนดให้ซึ่งเป็นลักษณะของดนตรียุคบาโร้ค แต่ในยุคคลาสสิคนี้คีตกวีไม่ต้องการใช้การ improvise ของนักดนตรีเพราะมีบทเพลงไม่น้อยที่เขียนให้นักดนตรีสมัครเล่น (amateur) ที่ไม่สามารถจะเล่นทำนองขากจินตนาการของตนเองได้ แล้วตัวคีตกวีเองก็ต้องการแต่งบทเพลงที่บังคับให้นักดนตรีเล่นตามที่ตัวเองแต่งมากกว่าการเล่นบบด้น ดังนั้นลักษณะของแนวเบสที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Basso Contimuo) จึงค่อยๆหมดไป

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Classic Period 1725 - 1820

ยุคคลาสสิค Classic (1725-1820) การดนตรีในยุคคลาสสิค ถ้าเราย้อนไปพิจารณาสังคมในยุคบาโร้คก็จะเห็นได้ว่าความเป็นอัจฉริยะของนักวิทยาศาสตร์อย่างกาลิเลโอและเซอร์ ไอแซค นิวตัน ได้เปลี่ยนแนวคิดและมุมมองของประชาชนในยุคนั้นไปอย่างสิ้นเชิง เพราะได้พากันหันมามองโลกในแง่ของเหตุผลและความจริงมากขึ้น จนกลายเป็นกลุ่มพลังเงียบที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคถัดมา ความเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มต้นในราวกลางศตวรรษที่ 18 เมื่อความเชื่อในกลุ่มอำนาจการปกครองและศรัทธาในศาสนาเสื่อมถอยลงเพราะมีเหตุมาจากการเสนอแนวคิดเชิงปรัชญาของนักปรัชญาคนสำคัญๆ เช่น Voltaire (1694-1778) และ Deris Diderot (1713-1784) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อย่างสำคัญจนมีการขนานนามยุคนี้ว่า “ยุคแห่งการรู้แจ้ง” (Enlightenment age) ประชาชนในยุคนี้มีศรัทธาในความก้าวหน้าและความมีเหตุผลมากกว่าการปฏิบัติตามระเบียบประเพณีที่เคยชินมาต่าก่อน เริ่มมีการต่อต้านอำนาจของบุคคลชั้นสูงและบรรดาเจ้านครต่างๆ ซึ่งเริ่มจะไม่แน่ใจในพลังอำนาจที่ตนเคยมีอยู่ แนวคิดของกลุ่มแห่งความรู้แจ้งเห็นจริงแสดงให้เห็นหลายประการ เช่น จักรพรรดิ Joseph II แห่ง Austria ที่ทรงสละราชบัลลังก์ในระหว่างปี 1780-1790 และยกเลิกระบบเจ้าขุนมูลนาย ปิดวัดและสำนักชีตลอดจนยกเลิกตำแหน่งขุนนางและบรรดาผู้ลากมากดีต่างๆจนหมดสิ้น โดยเฉพาะผุ้ที่ทำการต่างๆ อย่างผิดกฎหมายดดยใช้อำนาจในทางมิชอบได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านพิธีกรรมทางศาสนาและประกาศิตต่างๆ เช่น การฝังศพแบบง่ายๆ ภายหลังกฎระเบียบนี้มีการปรับปรุงใหม่ทำให้เกิดมีพิธีฝังศพอย่างหรูหราเป็นระเบียบปฏิบัติมาจนปัจจุบันนี้ โดยเริ่มแรกเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนาก่อนในปี 17991 แต่ถึงกระนั้นศพของ Mozart มหาคีตกวีแห่งยุค Classic ก็ยังถูกฝังอย่างไร้ศักดิ์ศรีและไร้ร่องรอยอยู่ดี ในปี 1791 เกิดมีการต่อสู้ในสังคมและระหว่างประเทศอย่างขนานใหญ่ ในช่วง 70 ปี คือระหว่างปี 1750-1820 โดยมีสงครามอยู่ 7 ปี ได้แก่ การปฏิวัติในฝรั่งเศส สงครามกลางเมืองในอเมริกาและสงครามนโปเลียนทำให้ศูนย์กลางแห่งอำนาจเปลี่ยนจากบุคคลชั้นสูงและศาสนาจักรลงมาตกอยู่ในมือชนชั้นกลาง โดยนัยยะนี้เองที่ทำให้นโปเลียน โบนาปาร์ค กลายมาเป็นจักรพรรดิ์แห่งประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยความฉลาดสามารถด้วยตัวของเขาเอง แต่เป็นเพราะการเกิดมาในชาติตระกูลผู้ครองนครและวิธีการสืบสันตตวงศ์ ในยุคนี้มีคำขวัญต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเช่น คำว่า “อิสรภาพ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ (Liberty, quality และ Fraternity) คำขวัญเหล่านี้ต้ดปากและติดใจผู้คนอยู่เสมอ ความคิด ความเชื่อต่างๆ มีการตรวจสอบและนำมาคิดใหม่มากมาย รวมทั้งในเรื่องที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงหรือ” ด้วย ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบของศิลปะ จากรูปแบบที่แข็งแกร่ง หนักแน่น มั่นคงตามแบบฉบับของสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมแบบบาโร้คมาเป็นความอ่อนโยนและละมุนละมัยแบบ Rococo ที่ใช้สีอ่อน เส้นคดโค้ง และการประดับตกแต่งรายละเอียดอย่างสวยงาม โดยมีศิลปินคนสำคัญในสาขาต่างๆเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในตอนปลายศตวรรษก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอีกโดยที่มีความเห็นกันว่าศิลปแบบ Rococo นั้นถึงแม้จะสวยงามอ่อนช้อยแต่ก็ย่อหย่อนในทางคุณธรรม จึงกลายมาเป็นศิลปะแบบ Neoclassic ที่เป็นความมีสติปัญญา ความสงบ เรียบง่าย และสมถะ แบบกรีกและโรมันโบราณ โดยแสดงออกถึงเส้นอันหนักแน่น โครงสร้างที่ชัดเจนและเนื้อหาที่แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมมากยิ่งขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของดนตรีจากแบบบาโร้คมาแบบคลาสสิค หาได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสิ้นสุดยุคบาโร้ค ซึ่งกำหนดโดยความตายของ J.S. Bach ก็หาไม่ แต่ที่จริงแล้วดนตรีได้เริ่มมีเค้าการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยที่ทั้งบาคและแฮนเดลยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำไป โดยมีลักษณะดนตรีที่เรียกว่า Preclassic ในระหว่างปี ค.ศ. 1730-1770 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้คู่ขนานไปกับแนวคิดและความเปลี่ยนแปลงทางวรรณกรรมและเป็นไปในระยะเดียวกันกับที่ทั้งบาคและแฮนเดลกำลังสร้างสรรค์งานชิ้นเอกของตนนั่นเอง บุคคลสำคัญที่บุกเบิกงานดนตรีในลักษณะใหม่ๆ แบบนี้ ก็ไม่ใช่อื่นไกลเลย ที่แท้ก็คือบุคคลในตระกูล Bach นั่นเอง ได้แก่ Carl Phillip Euranuel Bach (1714-1788) และ Johann Christian Bach (1735-1782) ในราวกลางศตวรรษที่ 18 คีตกวีให้ความสำคัญในการสร้างดนตรีแบบเรียบง่ายและชัดเจน โดยยกเลิกลักษณะที่มีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากตามแบบบาโร้คตอนปลายโดยสิ้นเชิง รูปแบบของดนตรีหลายทำนองแบบ Polyphony ถูกแทนที่ด้วยท่วงทำนองเบาๆ สบาย และการประสานเสียงแบบง่ายๆ C.E. Bach กล่าวถึงดนตรีแบบบาโร้คว่า “แห้งแล้งและแสดงออกถึงผลงานของความเป็นผู้คงแก่เรียนมากเกินไป” คีตกวีในยุคนี้จึงสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้แก่ผู้ฟังด้วยบทเพลงที่แสดงถึง “ความขัดแย้งทางอารมณ์และเนื้อหาของบทเพลง” บทเพลงที่ฟังสบายๆและให้อารมณ์นี้รู้จักในลักษณะที่เรียกว่า “Gallant Style” (หนุ่มหล่อนักรัก) ความจริงแล้วคำว่า “Classic” ค่อนข้างสร้างความสับสนให้แก่คนทั่วๆไป และมีหลายความหมาย เช่น อาจจะหมายถึงศิลปกรรมแบบกรีก-โรมันโบราณก็ได้ หมายถึงศิลปกรรมของชาติใดๆ ที่มีการวิวัฒนาการไปจนถึงจุดสูงสุดที่ถือเป็นแบบฉบับก็ได้ และในทางดนตรีอาจจะหมายถึงบทเพลงแบบฉบับที่ใช้ Jass หรือ Rock ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามในทางประวัติดนตรีตะวันตกเป็นการแย้มยิ้มคำว่า Classic นี้มาจากผลงานทางศิลปะยุคปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิยมทำเลียนแบบกรีก-โรมันโบราณ แม้ว่าในทางดนตรีจะแสดงออกถึงความเป็น “ของเก่า” น้อยเต็มทนเลยทีเดียวก็ตาม ดังนั้นศัพท์คำว่า “classic” ก็ดีหรือ “Neo classical” ก็ดี จึงมีความหมายแต่เพียงบทเพลงที่แสดงถึงความเรียบง่ายได้ดุลยภาพและความชัดเจนของโครงสร้างเท่านั้นเอง คุณลักษณะแบบนี้จะเห็นได้ชัดเจนในบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1770-1820 ซึ่งมีคีตกวีคนสำคัญๆ หลายคนในยุคนี้แต่งเพลงที่มีลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาอย่างยิ่งก็คือ Joseph Haydn (1732-1809) Wolfgang Amadeus Mozard (1756-1791) และท้ายที่สุดคือ คีตกวีร่วมสมัยระหว่าง Classic กับ Romantic ท่าน Ludwig Van Beethoven (1770-1827) ซึ่งเราได้ศึกษาและฟังบทเพลงของท่านเหล่านี้ต่อไปภายหลัง

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คีตกวีในยุคบาโร้ค

คีตกวีสมัยบาโร้ค คีตกวีคนสำคัญสมัยบาโร้คมีเป็นจำนวนมากไม่อาจนำมากล่าวได้หมด แต่คนสำคัญๆที่ควรกล่าวมี 3 คน คือ Antonio Vivaldi, Johann Sebatian Bach และ George Frederic Handel โยฮัน เซบาสเตียน บาค Johann Sebastian Bach (1685-1750) Bach ถือเป็นหลักชัยของยุคบาโร้ค ผลงานชิ้นสำคัญของบาคหลายชิ้นถือเป็นผลงานสูงสุดของยุคบาโร้ค ตัวบาคเองมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1685-1750 (2228-2293) พูดง่ายๆว่าท่านสิ้นชีวิตก่อนที่ไทยจะเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าครั้งที่ 2 ในราว 17 ปี หรือกล่าวได้ว่าท่านมีชีวิตอยู่ระหว่างยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายของไทยเรานี่เอง บาคเป็นลูกหม้อนักดนตรีโดยแท้ นับตั้งแต่คุณปู่ทวด และคุณพ่อต่างก็เป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์ หรือไม่ก็เป็ฯนักดนตรีท้องถิ่นของประเทศเยอรมันมาก่อนทุกคน จริงๆแล้วสมาชิกในตระกูล Bach เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมากมายจนกระทั่งคำว่า Bach ใช้ในความหมายโดยรวมว่า “นักดนตรีประจำเมือง” ไปเลยทีเดียว ดังนั้น ในการพบปะสมาชิกครอบครัวปีละครั้งจะมีสมาชิกชาวบาคคืนสู่เหย้าคราวละกว่าร้อยคน ซึ่งนอกจากจะพบปะกันแล้ว ยังมีการเล่นดนตรีด้วยกันอีกด้วย Johann Sebastian Bach หรือ JS. Bach ก็ดำเนินรอยตามบรรพบุรุษคือมีลูกถึง 20 คน 9 คน เล่นดนตรีได้ดีและอีก 4 คน ได้เป็นคีตกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา Bach เกิดที่เมือง Eisenach (ไอซ์แนค) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเล่าเรียนดนตรีจาก Bach ผู้พ่อซึ่งเป็นนักดนตรีในเมืองนั้น และจากลูกพี่ลูกน้องที่เป็นนักออร์แกนในโบสถ์ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้ได้เสียชีวิตลงเมื่อบาคอายุเพียง 9 ขวบ เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับพี่คนโตซึ่งเป็นนักออร์แกนนเมืองใกล้เคียง ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่จนอายุ 15 ปี จึงได้อำลาบ้านพี่ชายที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาไปดำเนินชีวิตตาลำพังในเมืองใกล้เคียง โดยหารายได้จากการร้องเพลงในกลุ่มนักร้องประสานเสียง (Choir) และเล่นออร์แกนหรือไวโอลินตามโบสถ์ซึ่งทำให้ JS.Bach มีรายได้มากพอที่จะส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือในโรงเรียนได้ด้วย ในช่วงนี้เองที่ความหลงใหลในดนตรีได้ปรากฎชัดในตัวบาค เขาจะสามารถเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะทางถึง 20-30 ไมล์ (40-50 กม.) เพียงเพื่อจะไปฟังนักออร์แกนที่มีชื่อเสียงบรรเลงดนตรีดีๆที่หาฟังได้ยาก เมื่ออายุได้ 18 ปี JS. Bach เป็นนักดนตรีประจำโบสถ์ใน Arnstald (เอ็นสตัค) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานที่เกิดของเขาเอง โดยทำหน้าที่เป็นนักออร์แกน บาคมีปัญหากับผู้บริหารที่นี้เพราะพวกคนีอำนาจพวกนั้นคิดว่าดนตรีของบาคยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แล้วยังถามซอกแซกถึงเรื่องที่เขาพบปะกับ “สุภาพสตรี” แปลกหน้าในโบสถ์ร้างแห่งหนึ่งอีกด้วย บาคแก้ปัญหาทั้งสองนี้ด้วยการย้ายไปเป็นนักดนตรีในตำแหน่งที่สูงขึ้นที่ Muhl hause (มึลเฮาเซ่น) และแต่งงานกับสุภาพสตรีแปลกหน้านั้นเสียเลยรู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งแท้จริงแล้วเธอก็คือลูกพี่ลูกน้องของบาคนั่นเอง เธอชื่อ บาบาร่า (Babara) การเล่นดนตรี ณ ที่ใหม่นี้ทำให้ฝีมือของบาคขึ้นไปสู่ระดับชั้นครู โดยมีเทคนิคการบรรเลงแบบใหม่ๆแปลกๆ เช่น การใช้เท้าเล่นออร์แกนโดยเหยียบที่กระเดื่อง ซึ่งดีเสียกว่านักดนตรีที่มีชื่อเสียงขณะนั้นเล่นด้วยมือเสียอีก หลังจากที่ได้ประสบการณ์จากการเล่นออร์แกนในโบสถ์สองแห่งที่กล่าวมาแล้ว บาคก็ได้งานดีกว่าเดิมโดยการไปเป็นนักดนตรีในราชสำนักแห่งเมือง Weimar ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็น Concert Master ให้แต่วงออเคสตร้าราชสำนักนี้ ภายหลังเขาก็ลาออกเพราะไม่ได้รับความยุติธรรมในการเลื่อนตำแหน่งและ Duke of Weimer ที่ไม่ชอบความ “หัวดื้อหัวรั้น” ของบาคจึงได้จับเขาขังคุกเสียหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่บาคก็หาได้กลัวหัวหดต่อการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมนั้นไม่ เพราะตลอดชีวิตของเขา บาคได้เรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของเขาตลอดมา ตำแหน่งอันสำคัญยิ่งของบาคก็คือ เขาได้เป็นผู้อำนวยการเพลง (Conductor) หรือวาทยกรให้กับวงออร์เคสตร้าประจำของเจ้าชายแห่ง Cothen ซึ่งมีเงินเดือนพอกันกับทหารตำแหน่งนายพลเลยทีเดียว และที่สำคัญก็คือเป็นครั้งแรกที่งานของบาคตรงนี้ไม่เกี่ยวกับโบสถ์และดนตรีเกี่ยวกับศาสนาแต่อย่างใด นอกจากบทเพลงประเภท psalm ธรรมดาที่ใช้ในพิธีกรรมบ้างเท่านั้น เพราะเหตุว่า เจ้าชายอยู่ในนิกายใหม่หรือ Calvinistic ตลอดระยะเวลา 6 ปีในตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งนี้ บาคทำหน้าที่ควบคุมวงออร์เคสตรี่มีสมาชิกในวง 18 คน และได้แต่งเพลงไว้มาก รวมทั้งบทเพลงสำคัญอย่าง Brandenburg concerto ด้วย ในปี 1720 ภรรยาของบาคถึงแก่กรรมทิ้งลูกไว้ให้เขาเลี้ยงดู 4 คน ต่อมาเมื่อเขาอายุ 36 ปีจึงได้แต่งงานใหม่กับนักร้องอายุ 21 ปี ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกันซึ่งก็อยู่ดีมีสุข ไม่แพ้การแต่งงานครั้งแรก เจ้าชายแห่ง Cothen คบกับบาคในฐานะเพื่อนเนื่องจากพระองค์ท่านก็ทรงเป็นนักดนตรีสมัครเล่นด้วย แต่ความสัมพันธ์นั้นก็ต้องเปลี่ยนไป รวมทั้งความรักดนตรีของพระองค์ด้วย เมื่อได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงที่ไม่ชอบดนตรี บาคก็เลยดิ้นรนที่จะหางานใหม่ต่อไป เขาได้งานในปี 1723 โดยเป็นผู้อำนวยการวงดนตรีแห่งโบสถ์ เซนต์ โธมัน ที่เมือง Leipzig ซึ่งรับผิดชอบงานในโบสถ์ที่เป็นหลักทั้งสิ้น 4 แห่ง ซึ่งที่นี่เองที่บาคทำงานอยู่ตลอดเวลา 27 ปี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวินและแม้ว่าจะเป็นโบสถ์สำคัญแห่งหนี่งของเยอรมันก็ตาม แต่ทว่าความมีหน้ามีตาและเงินเดือนที่บาคได้รับนั้นน้อยกว่าเมื่อทำงานที่ราชสำนัก Cothen เสียอีก แต่บาคก็ยอมเพราะเมืองใหญ่อย่าง Leipzig นั้นมีประชากรถึง 30,000 คน และเป็นโอกาสที่ลูกๆจะได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและอบรมบ่มนิสัยในคริสเตียนลัทธิ Lutheran เพระบาคเองก็เป็นพ่อที่เคร่งครัดในศาสนาไม่น้อยเลย เขามักจะเขียนอักษรย่อทั้งตอนต้นบทและจบเพลงของเขา ด้วยการสรรเสริญพระเจ้าอยู่เสมอ เช่น “ด้วยความเชื่อของจีซัส” และ “พระเจ้าผู้ทรงกรุณา”ในตอนจบเป็นต้น ผลงานของ Bach ที่ถือเป็นหลักของการดนตรียุคต่อๆมานั้น มีหลายบท เช่น Toccata & Fugue และ Brandenburg และนอกจากบทเพลงสวดประเภท Mass แล้ว ก็ยังมีบทเพลงประเภท Suite แจจะเรียกเป็นภาษาไทยว่าเพลงตับก็ได้ คีตกวีคนสำคัญๆ ของโลกหลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่ารื่นรมย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักประสบปัญหาในชีวิตเสมอ บาคก็เป็นคนหนึ่งที่สร้างผลงานอมตะไว้ให้แก่ชาวโลก แต่บั้นปลายชีวิตนั้นไม่น่ารื่นรมย์สักเท่าไร และต้องอยู่ในโลกแห่งความมืดด้วยดวงตาที่มือสนิท ที่เมืองไลฟ์ซิก บาคทำงานดนตรีอย่างขมักเขม้นทั้งฝึกซ้อมทั้งควบคุมวงดนตรีในฐานะวาทยากร และแน่นอนที่สุดคือ แต่งเพลง ซึ่งมีทั้งบทเพลงร้องประสานเสียง เพลงเดี่ยว และบทเพลงสำหรับวงออร์เคสตร้าที่จะต้องบรรเลงทุกๆวันอาทิตย์และวันสำคัญทางศาสนา นอกจากนั้นยังรับผิดชอบในการสอนลูกศิษย์ถึง 55 คนในโรงเรียน St. Thomas ซึ่งหลังจากทำงานที่เมืองไลฟ์ซิกได้หลายปี บาคก็ได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการวงดนตรี Colloquium Museum ด้วย โดยมีการบรรเลงดนตรีทุกๆคืนวันศุกร์ ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังเล่นและสอนออร์แกน ตลอดจนตัดสิน แก้ไข ปรับปรุงผลงานประพันธ์ของผู้อื่นที่ส่งเข้ามาด้วยจนเป็นเรื่องที่หลายๆคนเองก็หาคำตอบไม่ได้ว่า บาคสามารถจะทำงานศิลปะแบบนี้ได้อย่างไร ในเมื่อรอบๆตัวเขามีแต่กลุ่มเด็กๆ ญาติพี่น้อง และลูกศิษย์ลูกหาโดยอาศัยอยู่ในห้องพักที่อยู่ติดกับห้องเรียนเลยทีเดียว ในปี 1740 เศษสายตาของบาคเริ่มพร่ามัว แต่เขาก็ยังแต่งเพลงควบคุมวงดนตรีและดำเนินการสอนไปด้วยกัน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1750 ซึ่งเป็นปีสุดท้านของชีวิต บาคก็จบชีวิตลงในโลกของควงามมืดด้วยสายตาที่บอดสนิท แม้จะเป็นที่รู้จักกันดีในฝีมือของบาค แต่ก็เฉพาะคนเยอรมันเท่านั้น แต่พวกนั้นมักจะคิดว่างานของบาคยุ่งยาก สลับซับซ้อน และหนักเกินไปสำหรับสังคมและพวกเขา หลังความตายของบาคบทเพลงของเขาก็ถูกลืมไปสนิท และไม่มีการพิมพ์ผลงานของเขาเลยเป็นเวลากว่า 70 ปี นอกจากลูกศิษย์ของบาคที่ยังคงแสดงผลงานของครูอยู่บ้าง เนื่องจากทราบดีว่าเป็นผลงานจากคีตกวีผู้อัจริยะ จนกระทั่ง Felix Mendel John ได้นำผลงานชื่อ St. Matthew Passion ของบาคออกแสดงในปี 1829 จึงเป็นเหตุให้มีการรื้อฟื้นผลงานของบาคออกมาศึกษาและแสดงกันอย่างแพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง และเป็นที่ทราบกันดีถึงผลงานอันอมตะและความเป็นอัจฉริยะของบาคจนทุกวันนี้ ดังได้กล่าวในตอนต้นว่า ผลงานของบาคอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก เป็นรูปแบบของคีตนิพนธ์สมัยบาโร้คและเป็นแบบกันต่อๆมา คือเพลงแบบ “เพลงตับ” (Suite) ซึ่งประกอบด้วยเพลงสั้นๆหลายเพลงบรรเลงติดต่อกัน Suite ในยุค Baroque เป็นวิวัฒนาการของ Suite สมัยเรอเนสซองส์ ซึ่งเป็นเพลงเต้นรำในราชสำนัก แต่บทเพลงยุคบาโร้คนี้ควรจะมีความคล้ายคลึงกับเพลงเต้นรำ แต่ก็มีจุดประสงค์เพื่อการฟังเสียมากกว่าและสามารถบรรเลงได้ทั้งด้วยเครื่องดนตรีเพียงชั้นเดียว วงคัภดุริยางค์และวงออร์เคสตร้าขนาดเล็ก บทเพลงประเภทนี้จะบรรเลงในบันไดเสียงเดียวกันทุกท่อน แต่ว่าแต่ละท่อนอาจจะแตกต่างกันในแง่ของจังหวะ อารมณ์และคุณลักษณะอย่างอื่น และมีที่มาจากบทเพลงประจำชาติต่างๆกัน อย่างเช่นจังหวะปานกลางที่เรียกว่า Allemande (ของเยอรมัน) ซึ่งจะตามด้วยท่อนเร็วแบบ Courante และปานกลางที่เรียกว่า Gavolt (ของฝรั่งเศส) หรือท่อนช้าที่เรียกว่า Sarabande (จากสเปน) และท่อนเร็วแบบ Gigue (ของอังกฤษและไอร์แลนด์) เป็นต้น บทเพลงประเภทนี้นิยมบรรเลงกันในช่วงอาหารเย็นในห้องโถง และกลางแจ้งเมื่อมีงานรื่นเริง งานฉลองต่างๆ ด้วย