วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อุปรากรรุสเซีย

 

อุปรากรรุสเซีย

เริ่มแรกอุปรากรของรุสเซียถือตามแบบอย่างของอิตาลีอย่างเคร่งครัด แต่ในเรื่อง “A life for the Czar” (พ.ศ.๒๓๗๙) กลิงกา (Glinka) ได้แสดงออกให้เห็นถึงทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ของรุสเซียในดนตรีพื้นเมืองประจำชาติที่อาจขุดค้นขึ้นมาปรุงแต่งอุปรากรให้สูงเด้นขึ้นได้ และนับแต่นั้นมานักประพันธ์เพลงรุสเซีย เช่น มูสซอร์กสกี (Moussorgski) บาลากีเรฟ (Balakireff) ไชคอฟสกี (Tschaikowsky) ริมสกี กอร์ซากอฟ (Rimsky Korsakof) โบโรดิน (Borodin) และคนอื่นๆก็ได้ผลิตงานตามแนวเดิมนั้นให้สูงส่งยิ่งขึ้น อุปรากรของรุสเซียจึงเติบโตขึ้นสู่ความนิยมชื่นชมของผู้คนอย่างมั่งคั่ง

อุปรากรอังกฤษ

 

อุปรากรอังกฤษ

แนวความคิดในเรื่องอุปรากรของอิตาลีนั้น ได้มีการนำมาต่อเติมจนกลายเป็นละครสวมหน้ากากเช่นที่แสดงกันในฝรั่งเศส และยังได้รับการเสริมต่อจนกลายเป็นบัลเลต์ เพอเซล (Purcell) โทมัส อาร์น (Thomas Arne) และคนอื่นๆเป็นผู้ริเริ่มศักราชอันสวยสดของอุปรากรในอังกฤษ ฮันเดล (Handel) ก็มีส่วนช่วยสร้างลักษณะเด่นๆ หลายประการให้แก่อุปรากรอังกฤษ แต่ปัจจุบันอุปรากรของเฮนเดลไม่สู้จะมีผู้นิยมนัก เพราะต่างรู้สึกกันว่าจะต่างรสในทางนาฏศิลป์ไป อย่างไรก็ดีโดยทั่วๆไปแล้ว อังกฤษไม่ค่อยจะมีส่วนช่วยเติมต่ออะไรที่มีคุณค่าให้แก่อุปรากรนัก นอกจากในด้านเนื้อเรื่องวรรณกรรม และด้านเวที

ความแตกต่างอย่างสำคัญในเรื่องอุปรากรที่อังกฤษมอบให้แก่โลกคือ อุปรากรที่เรียกว่า Ballad-opera เช่นในเรื่อง The Bohemian Girl ของ แบลฟ์ (Balfe) และเรื่อง Maritana ของวิลเลียม วินเซนท์ วอลเลซ (William Vincent Wallace) ทั้งสองเรื่องนี้ผู้สร้างเป็นชาวไอริช นอกจากนี้ก็ยังมีอุปรากรแบบเบาๆ ที่ได้พัฒนาขึ้นในอังกฤษและได้รับความสำเร็จพอสมควร เช่นเรื่อง “The Beggars” ในช่วงเวลาหลังๆนี้ อังกฤษได้สร้างอุปรากรแบบใหม่อีกแบบหนึ่งขึ้น คือ หัสอุปรากรแบบเหน็บแนม ซึ่งเริ่มด้วยงานของ กิ บอร์ต และซุลลีแวน (Gillbert and Sullivan) ในเรื่อง “H.M.S. Pinafore” “The Mikado” และ “Patience” แต่ก็ไม่มีผู้สืบต่อ ความเคลื่อนไหวของอุปรากรแบบนี้จึงแขวนค้างอยู่ในความนิยมยกย่องเพียงแค่นั้น

อุปรากรเยอรมนี

 

อุปรากรเยอรมนี

ไรน์ฮาร์ด ไกเซอร์ (Reinhard Keiser) เป็นผู้ที่ได้มอบลักษณะพิเศษให้แก่อุปรากรเยอรมันเป็นเรื่องแรก โดยเปิดศักราชอุปรากรเยอรมันขึ้นในฮัมบูร์ก และฮัมบูร์กนี้เองที่ ฮันเดลเสี่ยงสร้างอุปรากรเรื่องแรกของเขาขึ้น อุปรากรเรื่องแรกที่เปิดแสดงต่อสาธารณะชนในฮัมบูร์กเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๑ คือเรื่อง “อะดัมและอีฟ” (Adam and Eve) ของโยฮัน ทีล (Johann Theile) รูปแบบของการแสดงใกล้เคียงกับอุปรากรแบบที่เรียกว่า hallad-opera ของอังกฤษ แม้แต่โมสารท์เองซึ่งมักจะถือตามแบบฉบับของอิตาเลียนก็ยังชื่นชอบรูปแบบเช่นที่กล่าวนี้

อุปรากรโรแมนติกสมัยใหม่ของเยอรมันนั้นอาจกล่าวได้ว่าเริ่มมาจากงานของวีเบอร์ (Weber) ในเรื่อง “Der Freischiitz” ซึ่งเนื้อเรื่องในอุปรากรนี้ได้มาจากนิยายของเยอรมัน สปอห์ร (Spohr) และมาร์สชเนอร์ (Marschner) ก็มีส่วนร่วมในความเคลื่อนไหวของอุปรากรสมัยนี้ไม่น้อย และเป็นการถากถางการให้แก่ริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) ที่โลกยอมรับว่าเป็นนักประพันธ์อุปรากรผู้ยิ่งใหญ่ด้วย วากเนอร์ใช่แต่จะมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อศิลปะของเยอรมันเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อนักแต่งอุปรากรของทุกชาติด้วย ทั้งในด้านของเรื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงและในด้านเพลงดนตรีของนาฏกรรม

พ้นจากยุคของวากเนอร์แล้ว ผู้ประพันธ์อุปรากรของเยอรมันที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง ได้แก่ ริชาร์ด สเตร้าส (Richard Strauss) ในเรื่อง “Salome” และเรื่อง “Elektra” กับเรื่องอื่นๆ อีกในลักษณะเดียวกัน ผู้ที่เจริญรอยตามแบบงานของวากเนอร์ที่มีงานเป็นที่นิยมชมชอบนอกจากที่กล่าวมาแล้วก็มีเช่น ฮัมเปอร์ดิงค์ (Humperdinck) โกลด์มาร์ก (Goldmark) และสเมตานา (Smetana) สำหรับสเมตานานั้นมีงานชิ้นหนึ่งที่แสดงออกถึงลักษณะพิเศษของชาวโบฮีเมียน อันยังดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่อง “Bartered Bride” นักประพันธ์อุปรากรที่มีชื่อร่วมสมัยกับวากเนอร์ที่สำคัญอีกผู้หนึ่งคือ มายเออเบ (Meyerbeer) ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำวงการอุปรากรของฝรั่งเศสอยู่ระยะหนึ่ง มายเออเบ สร้างกฎเกณฑ์ของเขาขึ้นเอง แต่ก็ได้ผลิตงานขึ้นตามแนวทางของเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี พร้อมกับความเรียบง่าย และได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุปรากรโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อย แต่ก็มิได้ตั้งสำนึกฝึกสอนและไม่มีศิษย์

อุปรากรเยอรมันนั้นนับว่าเยี่ยมทั้งในบทเจรจาและในทำนองเพลง ทั้งยังได้ช่วยเพิ่มพูนคุณลักษณะของอุปรากรให้สูงส่งโอ่อ่ายิ่งขึ้นวิทยาการอันยิ่งใหญ่ของศิลปะในการผสมผสาน ดุลยภาพ เครื่องดนตรี รวมทั้งการจัดฉากและเวที คู่เคียงไปกับมาตรฐานอันสูงส่งในสุนทรียภาพ ในปัจจุบันคุณลักษณะดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางที่ถดถอยความงามลง แล้วเปิดทางให้แก่ความยิ่งใหญ่เข้ามาแทน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เยอรมันก็ยังคงรักษาแบบแผนอันยอดเยี่ยมของเบโทเฟนและวากเนอร์อยู่อย่างลึกซึ้งมาโดยตลอด

อุปรากรฝรั่งเศส

 

อุปรากรฝรั่งเศส

ลุลลี (Lulli) เป็นอุปรากรชาวอิตาเลียนเข้ามาสู่ฝรั่งเศสเมื่อราว ๕๐ ปี หลังจากบาร์ดี เปรีได้ทดลองแสดงในเมืองฟลอเรนซ์แล้ว และก็สามารถเข้ากันได้อย่างดีกับศิลป์เก่าแก่ของฝรั่งเศส คือ บัลเลต์ หลักจากนั้นก็ได้พัฒนาไปตามแนวทางของอุปรากรโดยตลอด ความพยายามในการริเริ่มของลุลลีได้มีผู้รับช่วงสืบต่อจนได้รับความสำเร็จอย่างสูง จากผลงานของราโม (Rameau พ.ศ.๒๒๒๖-๒๓๐๗) ชาวเบลเยียม ต่อมาก็เกิดการปฏิรูปอีกหลายอย่างที่มีผลต่อการปรับปรุงอุปรากรในนานาประเทศโดยฝีมือของกลูก (Gluck พ.ศ.๒๒๕๗-๒๓๓๐)ซึ่งเป็นผู้เปิดการแสดงขึ้นในกรุงปารีส ฝรั่งเศสเป็นหนี้บุญคุณชาวต่างประเทศในการพัฒนาอุปรากรของตนอยู่ไม่น้อย แต่กระนั้นก็ยังได้ผลิตนักประพันธ์อุปรากรของตนเองขึ้นหลายคน ฝรั่งเศสได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อศิลปะของการเจรจา และก็ได้รักษาศิลปะแบบนี้ไว้อย่างสม่ำเสมอ อุปรากรสั้นที่เรียกว่า Opera-bouffe เป็นแบบอย่างอุปรากรที่มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งโลกต้องยอมรับว่าเป็นลูกหนี้ฝรั่งเศสในเรื่องนี้ อุดมคติของฝรั่งเศสเกี่ยวกับอุปรากรนี้ได้รับการธำรงรักษาไว้ด้วยมือของนักประพันธ์อุปรากรยอดๆ หลายคน เช่น ฮาเลวี (Halevy) โอเบอร์ (Auber) โทมัส (Thomas) และสมัยต่อมาก็มี กูโนด์ (Gounod) ในเรื่อง “เฟ้าสท์”  (Faust) และ บีเซท์ (Massenet) ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ช่วยพัฒนาศิลปะแบบฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย ในตอนคริสต์วรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 และได้ก้าวหน้าต่อไปอีก ในระยะปีหลังๆนี้ ฝรั่งเศสก็ยังยึดติดอยู่อย่างมั่งคงกับบทเจรจายิ่งกว่าการประดิษฐ์ทำนองเพลงให้แปลกใหม่ออกไป ซึ่งได้เน้นให้เห็นถึงความจริงว่าอุปรากรสมัยใหม่ของฝรั่งเศสผลิตท่วงทำนองของเพลงออกมาไม่มากพอที่คนทั่วไปจะชื่นชมได้

อุปรากรฝรั่งเศส

 ฝรั่งเศสมีศิลปะประจำราชสำนักที่โดดเด่นมากมาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูแล้วอย่างหนึ่ง คือระบำปลายเท้า หรือ Ballet ซึ่งไม่มีบทเจรจาหรือขับร้อง มีแต่การเต้นรำ การแต่งกาย การตกแต่งฉาก และดนตรี เมื่อฝรั่งเศสแต่งอุปรากรออกมาบ้าง จึงนำเอา Ballet ไปใช้ด้วย ทำให้อุปรากรฝรั่งเศสปลอดจากอิทธิพลของอุปรากรอิตาลี

            ลักษณะสำคัญของอุปรากรฝรั่งเศส มีดังนี้

1. มี ballet

2. ให้ความสำคัญต่อศิลปะการแสดงมากกว่าชาวอิตาลี

3. วงดนตรีมีบทบาทใช้งานมากกว่าอิตาลี

4. Aria สั้นลง และมีลีลาแบบเพลงเต้นรำ

5. พิถีพิถันกับเนื้อหามาก

6. Recitative ฟังเป็นเพลงมากขึ้น

7. บทบาทของนักร้องไม่เด่นจนเกินไป

8. เพลงโหมโรงรุ่นแรกๆมี2ตอน ช้า-เร็ว ต่อมาเพิ่มตอนที่ 3 ซึ่งช้าเหมือนตอนแรกเข้าไปอีก

            ผู้มีบทบาทในการริเริ่มและพัฒนาอุปรากรของฝรั่งเศส คือ ลุลุลี (Lully) กับโมลิแยร์ (Moliere) โดยเรียกอุปรากรที่คิดขึ้นว่า Opera-ballet และ Tragedielyrique

            อุปรากรภาษาฝรั่งเศสเรื่องแรก คือ เรื่อง Pastorale โดยแปร์แรง (Abbe Pierre Perrin) กับ กัมแบรต์ (Robert Cambert) ซึ่งเป็นผลให้มีการสถาปนาสถาบันดนตรีของราชสำนักขึ้นในปารีส เรียกว่า

Royal Academy of Music

            หลังจากนั้นมีผลงานออกมาอีกจำนวนมาก โดยมีลุลลีเป็นคีตกวีที่เด่นที่สุดในช่วงแรก และ Jean Philippe Rameau ในช่วงถัดมา

            อุปรากรในประเทศอื่นๆ

 อิทธิพลของอุปรากรอิตาลีปรากฏชัดในเยอรมันกับอังกฤษ ซึ่งเริ่มด้วยอุปรากรอิตาลีโดยคีตกวีชาวอิตาลีก่อน แล้วคีตกวีเจ้าของประเทศจึงแต่งเอง

            คีตกวีมีชื่อรุ่นแรกๆของเยอรมัน มี ไฮน์ริค ชุสส์ (Heinrich Schutz) โจฮันน์ ไธล์ (Johann Theile) และเทเลมานน์ (George Philipp Telemann)

            ส่วนของอังกฤษมีเพียงจอนห์น โบลว์ (John Blow) กับเฮนรี เพอร์เซล (Heny Purcell)

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อุปรากร อิตาลี่

 

อุปรากรอิตาลี

อิตาลีเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิมของศิลปะแห่งอุปรากร และเป็นผู้ครองวิญญาณของนักประพันธ์เพลงอุปรากรอยู่นานปี เมื่อประเทศอื่นๆสร้างสรรค์งานอุปรากรตามแนวทางแปลกๆ ใหม่ๆ ออกไป อิตาลีก็ยังคงถนอมรักษารูปแบบในทางดนตรีอันเป็นอิสระของตนไว้ อุปรากรอิตาเลียนค่อยๆ พัฒนาไปในรูปแบบที่ให้ความสนใจแก่ทำนองเพลงและการขับร้องจนถึงระดับสูงสุด เห็ได้จากงานชิ้นเอกๆ ของรอสซินี เบลลีนี และดอนีเซตตี การหนุนเน้นแต่ในเรื่องเสียงขับร้องจนสุนทรียภาพด้านอื่นๆด้อยความสำคัญลงนี้ ทำให้รูปแบบอุปรากรของอิตาเลียนเสื่อมทรามลงบ้าง เพราะขาดดุลยภาพในทางศิลป์ แม้แต่โครงเรื่องก็มีความสำคัญอันดับรองจึงทำให้สูญเสียรสชาติในทางนาฏศิลป์ ทั้งนี้ยกเว้นในบางเรื่อง เช่นวิลเลียมเทล ของรอสชินี ตรงกันข้ามกับผู้ประพันธ์ในหลายประเทศ ได้พยายามนำศิลปะทุกด้านมาผสมผสานกันในอุปรากรผู้ตระหนักในความจริงคนแรกคือ แวร์ดี (Verdi) ผู้ซึ่งสร้างงานในสมัยแรกๆตามแบบของรอสชินีและเบลลีนี แต่แวร์ดีเป็นศิลปินยิ่งใหญ่ ที่ไม่ยอมยึกติดกับรูปแบบเก่าๆ ในที่สุกเขาก็ได้พัฒนาแนวของเขาเองขึ้นต่างไปจากอุปรากรแบบฉบับอิตาเลียนอย่างแท้จริงที่ยึดถืออุดมการณ์ในเรื่องทำนองเพลงเป็นใหญ่ แวร์ดีให้ความสนใจในทางนาฏบทมากขึ้น พยายามสอดแทรกอารมณ์ลงไปอย่างเต็มภูมิ รวมทั้งปรับปรุงวงดนตรีให้กลมกลืนกันไปด้วย ดังจะเห็นได้จากงานของเขาในเรื่อง “ริโกเลตโต” (Rigoletto)

“ทราเวียตา” (Traviata) “ไอดา” (Aida) และที่สุดในเรื่อง “โอเทลโล” (Otello) และ “ฟอลสตาฟ” (Falstaff) เขาได้นอุปรากรอิตาเลียนขึ้นมาสู่ระดับมาตรฐานอันสูงส่งอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่สืบต่องานของเขา เช่น จอร์ดานี (Giordani) ปอนชีเอลลี (Ponchielli) ปุชชินี (Puccini) มาสกานญี (Mascagni) และ ลีออนคาวัลโล  (Leoncavallo) ก็ยังคงรักษาแนวทางความสำเร็จของแวร์ดีไว้ นักประพันธ์เพลงอุปรากรเหล่านี้มิใช่แต่จะรักษาอุดมการณ์ในทางทำนองเพลงแบบอิตาเลียนไว้เท่านั้น หากยังนำเอาทรัพยากรใหม่ๆมาใช้ในการสร้างอุปรากรของเขาด้วย โครงเรื่องนี้ก็โน้มเอียงไปในทางที่เป็นชีวิตจริงมากขึ้นและมักจะเป็นเรื่องแบบนาฏกรรมสะเทือนอารมณ์ (Melodrama)

 พัฒนาการของอุปรากรในอิตาลี

ฟลอเรนซ์เป็นศูนย์กลางของอุปรากรอยู่ไม่นานก็เริ้มซบเซา หลังจากผลงานเรื่อง Orfeo ของ เคลาดิโอ มอนเตแวร์ดี (Clandio Monteverdi) คีตกวีผู้เด่นที่สุดในช่วงนี้

            อีกประมาณ 2 ทศวรรษต่อมา จึงมีอุปรากรใหม่ออกมาแสดงในกรุงโรม ในปี 1630 และโรมเริ่มเป็นศูนย์กลางของอุปรากรอิตาลีบ้าง

            อุปรากรของโรมไม่นิยมนำนิยายกรีกมาเป็น libretto แต่นิยมเรื่องราวทางศาสนา Chorus มีบทบาทมากขึ้น และความแตกต่างระหว่าง Aria กับ Recitative ชัดเจนขึ้น

            ผลงานเด่นของอุปรากรโรมมัน ได้แก่เรื่อง Saint Alexis โดยสเตฟาโนลันดิ (Stefano Landi) กับเรื่อง Orfeo ซึ่งแต่งใหม่โดยลุยจิ รอสซี (Luigi Rossi)

            ก่อนถึงกลางศตวรรษที่ 17 ไม่นานนัก เวนิศ กลายเป็นผู้นำบ้าง และครองตำแหน่งนี้จนถึงสิ้นศตวรรษ ที่เวนิศนี้เอง โรงอุปรากรสำหรับสาธารณชนแห่งแรกได้เปิดขึ้นในปี ค.ศ. 1637 ชื่อ “เตอาโตร ซาน คาสิยาโน” (Teatro San Cassiano)

            อุปรากรเวนิศ (Venetian Opera) ให้ความสำคัญแก่ aria มากกว่าการแสดง ทำให้เกิดการขับร้องแบบ Bel canto (beautiful singing) ขึ้นนอกจากนี้มีการตกแต่งเวทีหรูหราขึ้น เนื้อเรื่องเริ่มซับซอนกว่าเดิม แต่บทบาทของวงดนตรีและ Chorus ถูกลดลง (เพราะไปเน้นที่ aria แทน)

            ผลงานสำคัญของเวนิศได้แก่ II Pomo d’Oro โดย มาร์ค อันโตนิโย เซสติ (Marc Antonio Cesti) กับผลงานสุดท้าย 2 เรื่อง ของ Monteverdi ซึ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ คือเรื่อง Theof Ulysses กับ The Incoronation of the Popea

            ตอนปลายศตวรรษ โจวานนี เลเกรนซี (Giovanni Legrenzi) โดดเด่นมากในวงการอุปรากรของเวนิศ

            พอล่วงเข้าครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 อุปรากรของคีตกวีเมืองเนเปิลส์ (Naples) เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น และแผ่ไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 ด้วย

            ลักษณะสำคัญของอุปรากรเนเปิลส์ (Neapolitan Opera) มีดังนี้

                        1. Aria ส่วนมาก มีลีลา 6/8 ช้าและมักใช้บันไดเสียงไมเนอร์

                        2. Chorus เกือบไม่มีบทบาท

                        3. วงดนตรีมีหน้าที่เหลือเพียงบรรเลงคลอเท่านั้น

                        4. Recitative มีทั้งที่ไม่ใช้ดนตรีประกอบกับใช้ดนตรีประกอบ

                        6. นักร้องชายนิยมใช้วัยรุ่นที่ถูกตอนก่อนเสียงแตกพาน ( เรียกว่าพวกCastrati) ทำให้สามารถร้องเสียงโซปราโนได้ พวก Castrati นี้เป็นดาราที่ได้รับความนิยมสูงสุด

                        7. เพลงโหมโรงมีลีลา เร็ว-ช้า-เร็ว เรียกว่า Sinfonia (อันเป็นต้นกำเนิดของ Symphony ในยุคหลัง)

            คีตกวีที่เด่นที่สุดของเนเปิลส์ คือ อะเลสซันโดร สการ์ลาตติ (Alessandro Scarlatti) ซึ่งแต่งอุปรากรประมาณ 114 บท นอกเหนือจากงานแบบอื่นๆแล้ว

 เพลงร้องยุคบาโรคในอิตาลี

              ชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมของชาวอิตาลีนั้นผูกกันกับเพลงร้องเป็นอย่างมาก อุปรากรได้ถือกำเนิดในอิตาลีเป็นประเทศแรกเช่นกัน ชาวอตาลีลุ่มหลงในเสียงเพลงและการขับร้องที่ไพเราะ แม้ในเมืองเล็กๆก็มีโรงละคระสำหรับแสดงอุปรากร และมีการเปิดเพลงจากอุปรากรในสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพลงร้องเดี่ยวในยุคนี้จะได้รับความสนใจจากผู้ชมน้อยกว่าการแสดงอุปรากรซึ่งเป็นของใหม่และมีความตระการตา เพลงร้องหรือ art song จะเริ่มมีความสำคัญประมาณ ค.ศ. 1725

              เพลงร้องของอิตาลีในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 จะเน้นที่การอวดเสียงร้อง การแสดงความเก่งทางการขับร้องด้วยเสียงที่มีความก้องกังวาน (sonority) และอวดการใช้เทคนิคการขับร้องขั้นสูง ดังนั้นเพลงในยุคนี้จะมุ่งไปที่การแสดงความเก่งในด้านเทคนิคการขับร้อง โดยไม่เน้นการประสานสัมพันธ์ระหว่างทำนองเพลงกันเนื้อร้อง ส่วนแนวดนตรีประกอบจะดำเนินไปอย่างปกติ ไม่มีบทบาทพิเศษ

               เพลงอิตาลีในยุคบาโรคนี้สามารถใช้เป็นบทเรียนสำหรับฝึกนักร้องที่เพิ่งหัดเรียนได้เป็นอย่างดีรวมทั้งใช้เป็นเพลงเริ่มต้นการแสดง(performance) โดยมีการนำแนวดนตรีประกอบมาเขียนให้เปียโนบรรเลงแทนแนวเบสต่อเนื่อง

 

 

เพลงร้องยุคบาโรค

 

เพลงร้องยุคบาโรค 

              ยุคบาโรค(Baroque period) คือยุคดนตรีระหว่าง ค.ศ. 1600 – 1750 ซึ่งประเทศอิตาลี(Italy) มีความโดดเด่นทานด้านดนตรี ประเทศอิตาลีเป็นผู้นำด้านดนตรีในยุโรป (Europe) มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 ถึงกลางศตวรรคที่ 18 กรุงเวนิส (Venice) เป็นผู้นำด้านดนตรีในศตวรรษที่ 17 และกรุงเนเปิล (Naples) เป็นผู้นำด้านดนตรีในศตวรรษที่ 18 กรุงโรม (Rome) เป็นผู้นำด้านดนตรีในโบสถ์ (sacred music) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และเป็นศูนย์กลางของอุปรากร (opera) และบทคีตาดุริยางค์ (cantata) ซึ่งเป็นบทเพลงขนาดย่อมที่สำคัญที่สุดในยุคบาโรค ในขญะที่กรุงฟลอเรนซ์ (Florence) มีความเพื่องฟูด้านดนตรีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 17

     ประเทศในยุโรปที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ดนตรีซึ่งรวมถึงเพลงร้องด้วยนั้นมีอีกหลายประเทศ คือ ในปี ค.ศ. 1630 เริ่มมีการประพันธ์เพลงร้องในประเทศฝรั่งเศส (France) ด้วยอิทธิพลทางดนตรีจากอิตาลี ในประเทศเยอรมนี (Germany) ที่การดนตรีซบเซาไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เนื่องมาจากสงครามมาเป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1618 – 1678 ก็ได้มีการฟื้นฟูการดนตรีขึ้น และโดยเฉพาะในสมัยของคีตกวีที่มีบทบาทมาก คือ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach; 1685 - 1750) ส่วนในประเทศอังกฤษ (England) มีการฟื้นฟูการดนตรีในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ด้วยอิทธิพลทางดนตรีจากประเทศอิตาลีเช่นกัน

             ประเทศอิตาลีมีความเป็นเยี่ยมทางด้านดนตรีสูงสุดในยุคบาโรค อิทธิพลทางดนตรีของประเทศอิตาลี มีผลต่อการดนตรีในหลายๆประเทศในยุโรปอย่างทั่วถึง คีตกวีชาวฝรั่งเศสชื่อ ของ แบบติสท์ ลุลลี (Jean-Baptiste Lully) ซึ่งเป็นผู้นำการประพันธ์เพลงฝรั่งเศสก็เป็นชาวอิตาลีโดยกำเนิด ในขณะที่ผลงานของบาคซึ่งเป็นคีตกวีชาวเยอรมันก็ได้รับอิทธิพลขงอิตาลีมาไม่น้อย ส่วนผลงานของจอร์จ ฟริเดริค แฮนเดล (George Frideric Handel; 1685 - 1759) สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของอิตาลีเท่าๆกันกับเยอรมนี

คีตกวีเพลงร้องยุคบาโรค

1.       จูลิโอ คัชชินี (Giulio Caccini; 1545 -1618)

คัชชินีเป็นนักร้องเสียงเทเนอร์ (tenor) เป็นนักแต่งเพลง ครูสอนร้องเพลง และนัดนตรีประจำราชสำนักในเมืองฟลอเรนซ์

นอกเหนือจากการเป็นนักร้องแล้ว คัชชินีเป็นนักดนตรีลูท (lute) เป็นเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์ (guitar) ที่เรียกว่า คิตาร์รา (chitarra) เล่นวิโอล (viol) และฮาร์ป (harp)

                นอกเหนือจากการเป็นนักร้อง คัชชินีเป็นนักดนตรีลูทเล่นด้วนดนตรีคล้ายกีตาร์ที่เรียกว่า คิตาร์ราเล่นวิโอลและฮาร์ป

              ภรรยาและลูกของคัชชินีเป็นนักร้องระดับอาชีพ ลูกสาวชื่อฟรานเชสกา คัชชินี เป็นนักแต่งเพลงและเป็นคีตกวีหญิงคนแรกที่ประพันธ์อุปรากร

               คัชชินีเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มคาเมราตาซึ่งเป็นสำนักที่นักดนตรีชาวอิตาลีกลุ่มหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มาพบกันเพื่อสนทนากันในด้านศิลปะทั้งการฟื้นฟูกรีกโบราณไปจนถึงความก้าวหน้าของศิลปะในอนาคต กลุ่มนี้มีบทบาทในการริเริ่มอุปรากรด้วย ผลงานของคัชชินีประกอบด้วยอุปรากรเรื่อง Euridice ซึ่งเป็นอุปรากรเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ที่เมืองฟลอเรนทีน

              ผลงานชิ้นสำคัญของคัชชินี คือหนังสือรวบรวมโน้ตเพลงชื่อ La nuove musiche เป็นหนังสือเพลงที่เป็นผลงานเขียนเพลงของคัชชินีที่มีชื่อเสียงมากเล่มหนึ่ง เพลงในหนังสือประกอบด้วยเพลงร้องเดี่ยวแมดริกัล เพลงร้องแบบบทต่อบท เพลงร้องโมโนดี อาเรีย และแอร์ โดยใช้แนวเบสต่อเนื่อง บรรเลงประกอบ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1602 คัชชินีเน้นการใช้โน้ตประดับในเพลงร้อง เพลงร้องโมโนดีของคัชชินีเป็นต้นแบบที่ดีของคีตกวีหลายคนในยุคบาโรค

             นอกเหนือจากการประพันธ์เพลงร้องโมโนดีแล้ว การขับร้องเจรจาเป็นเทคนิคการขับร้องที่คัชชินีร่วมคิดค้นขึ้นและการเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเพลงในยุคบาโรค รวมถึงการด้นสดเพื่อประดับทำนองให้ไพเราะสวยงาม และแสดงความสามารถของการเป็นนักร้องที่มีฝีมือยอดเยี่ยม

บทประพันธ์

Amarillr, mia bella

             ประพันธ์เมื่อปี ค.ศ. 1601 เพลงนี้เป็นตัวอย่างเพลงที่ดีของเพลงโมโนดีในยุคแรกๆเป็นแมดริกัลเป็นบทเพลงในรูปแบบสังคีตลักษณ์บทเดียวมีประโยคเพลงที่ยาวไม่เท่ากันมีการใช้โน้ตประดับ ทำนองเพลงแสดงอารมณ์อ่อนไหว การให้ทำนองเพลงระหว่างที่เนื้อร้องเป็นการเรียกชื่อหญิงคนรักนั้นใช้โน้ตประดับมาช่วยในการสร้างอารมณ์เพลง ดนตรีประกอบของเพลงนี้เป็นแบบไม่มีช่วงบรรเลงนำ ไม่มีช่วงบรรเลงคั่น และไม่มีช่วงบรรเลงส่งท้าย ดนตรีประกอบเป็นการดำเนินของคอร์ดที่เรียบง่าย เนื้อร้องเป็นภาษาอิตาลี กล่าวถึงคนรักที่ชื่อ Amarilli เพลงนี้มีเป็นที่นิยมนำมาขับร้อง และใช้เป็นบทเรียนการขับร้องเบื้องต้นที่ดีเพลงหนึ่ง

Tu ch’hai le penne, amore

            เป็นเพลงในรูปแบบคีตลักษณ์บทต่อบทที่มีเนื้อร้อง 2 ท่อน แต่ใช่ทำนองเพลงเดิมไม่มีการแปรทำนอง เพลงนี้ใช้ในการดำเนินทำนองที่เรียนง่าย เหมาะสำหรับใช้สอนผู้เริ่มเรียนขับร้องที่ต้องการฝึกการเชื่อมเสียง เนื่องจากเป็นบทเพลงที่ไม่ใช้ทำนองหวือหวา เนื้อร้องเป็นภาษาอิตาลีกล่าวถึงความรักที่มีปีกสามารถบินไปยังหัวใจของคนรักได้ ให้หัวใจไปหาหัวใจของคนรักว่าอยู่ที่ใด เพลงอยู่ในจังหวะ ¾ มีดนตรีบรรเลงประกอบเป็นลักษณะอาร์เปโจเกือบตลอดเพลง

         เพลงของคัชชินีที่ควรศึกษาเพิ่มเติม คือ Amor,ch’attendi ◘Belle rose purpurine  ◘Occhhi’mmortale ◘  O,che felice giorno ◘   Aur’morosa ◘  Ohime,se tant’ amato   Al fonte.al prato ◘  Sfogava con le stele ◘  Udite,ammanti

     2. คลาวดิโอ มอนเตแวร์ดี (Claudio Monteverdi; 1567 - 1643)

             มอนเตแวร์ดีประพันธ์เพลงและอุปรากร ทำนองเพลงของมอนเตแวร์ดีเป็นทำนองเพลงที่หรูหรางดงาม เน้นความหวือหวาของอารมณ์เพลง เน้นการแสดงสีสันของอารมณ์ในขณะที่ความสำคัญของเนื้อร้องยังอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มอนเตแวร์ดีใช้เทคนิคการประพันธ์เพลงของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการมาผสมผสานกับเทคนิคใหม่ นำแมดริกัลป์มาดัดแปลงให้เป็นเพลงในรูปแบบละครมอนเแวร์ดีแต่งอุปรากรเรื่อง Orfeo เป็นเรื่องแรก และ Arianna เป็นเรื่องที่สอง

บทประพันธ์

Lasciatemi morire, from Arianna

     ประพันธ์เมื่อปี ค.ศ. 1608 อยู่ในอุปรากรเรื่อง Arianna ซึ่งเป็นอุปรากรเรื่องที่สองของมอนเตแวร์ดีโน้ตเพลงฉบับสมบูรณ์ของอุปรากรเรื่องนี้ได้หายไป เหลือแต่เพลงของเรื่องที่หลงเหลืออยู่ โดยเพลงนี้เป็นเพลงที่มอนเตแวร์ดีกล่าวว่าเป็นเพลงที่สำคัญมาอุปรากรเรื่องนี้ เพลงนี้เป็นเพลงตัวอย่างที่ดีของเพลงโมโนดีตอนต้นศตวรรษที่ 17 ที่ยังคงไว้ซึ่งสำเนียงโบราณของกรีก แสดงอารมณ์เศร้าหมองได้เป็นอย่างดีเป็นบทเพลงในรูปแบบสังคีตลักษณ์บทเดียว  ทำนองเพลงมีลักษณะลากยาวอย่างช้าๆดนตรีประกอบใช้เสียงกระด้านเพื่อให้ขัดกันกับทำนองในแนวร้องเพื่อให้เกิดอารมณ์เพลงตึงเครียด เนื้อเพลงเป็นภาษาอิตาลีมอนเตแวร์ดีให้ความสำคัญกับเนื้อเพลงผ่านทำนองที่ขึ้นสูงและลงต่ำเพื่อให้เกิดความวิจิตรพิสดารเพลงอยู่ในจังหวะช้ามาก ดนตรีประกอบของเพลงนี้ไม่มีบทบรรเลงนำ ไม่มีบทบรรเลงคั่น และไม่มีบทเพลงบรรเลงส่งท้าย แนวเปียโนมีลักษณะเป็นคอร์ดเกือบทั้งเพลง เพลงของมอนเตแวร์ดีเป็นเอกลักษณ์พื้นฐานของเพลงอุปรากรในยุคต่อๆมาเพลงนี้ใช้เป็นเพลงฝึกหัดนักร้องได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ฝึกการคบคุมเสียงร้องได้อย่างเกิดผล

ยุคบาโรค (Baroque) คือ ยุคดนตรีระหว่าง ค.ศ. 1600 –1750 ซึ่งคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้คือ โยฮันน์ เซบาสเตียนบาค (Johann Sebastian Bach; 1685 – 1750)

เพลงร้องในยุคบาโรคประกอบด้วยเพลงร้องที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่เรียกว่า ดนตรีในโบสถ์ (Sacred music) และดนตรีนอกโบสถ์ (secular music) เพลงสำหรับพิธีกรรมทางศาสนาที่มีความสำคัญที่สุดในยุคบาโรคนี้คือ คันตาตา นอกจากนั้นยังมี โอราโตริโอ โมเท็ต แมส แมดริกัล และคันโซนา ส่วนดนตรีนอกโบสถ์มีเพลงจากละครโอเปร่า ประกอบด้วยการขับร้องแบบเจรจา (recitative) เพลงร้องเดี่ยวขั้นสูง (aria) บทเพลงขับร้องประสานเสียง (chorus) และเพลงร้องเดี่ยวที่เรียก แอร์ (air) ซึ่งมีทำนองฟังสบายๆ และมีชีวิตชีวา

ดนตรีประกอบ (accompaniment) ชนิดที่นิยมแพร่หลายในยุคบาโรคเป็นการใช้ดนตรีประกอบในลักษณะแนวเลสคอนตินูโอหรือเเนวเบสต่อเนื่อง (basso continuo) คือ แนวเบสที่มีตัวเลขกำกับอยู่ตลอดที่ใต้บรรทัดห้าเส้น ตัวเลขนี้จะกำหนดเสียงประสานที่นักดนตรีต้องปฏิบัติด้วยวิธีการด้นสด (improvisation) เครื่องดนตรีที่เล่นแนวเบสต่อเนื่องคือเครื่องคีย์บอร์ดและเครื่องลม หรือเครื่องสายเสียงต่ำ

บาคเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1750 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของบาโรคด้วย

 หนังสืออ้างอิง

Grout J.D., Plaisca V.C. : A History of Western Music (1996) New York : Norton Press

อุทัย สินธุสาร (2527). อุปรากรเป็นวิจิตรศิลป์ชั้นสูงเหนือกว่านาฏศิลป์ทั้งปวง (พิมพ์ครั้งที่ 1 .). ประเทศไทย: สำนักพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ.

ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ (2533). ประวัติดนตรีตะวันตกโดยสังเขป (พิมพ์ครั้งที่ 1 .). ประเทศไทย: สำนักพิมพ์Dr. Sax.

สดับพิณ รัตนเรือง (2547). คัมภีร์เพลงคลาสสิก (พิมพ์ครั้งที่ 1 .). ประเทศไทย: สำนักพิมพ์เพื่อนคู่หู.

Wright C. : listening to music (1996) Yale university Wadsworth Press.

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปกติใหม่ กับการเรียนไวโอลิน รายวิชาเพิ่มเติมเลือกดนตรี

 

ปกติใหม่ กับการเรียนไวโอลิน รายวิชาเพิ่มเติมเลือกดนตรี ศ.21202

โดย ยงยุทธ เอี่ยมสอาด

กลุ่มสาระดนตรี

บทนำ

     การจัดการเรียนการสอนรายวิชาเพิ่มเติมเลือกดนตรี(ไวโอลิน) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ตามหลักสูตรสถานศึกษาแกนกลาง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนช่วงชั้นที่ 4 เป็นการเรียนการสอน วิชาเอกดุริยางคศิลป์ จุดประสงค์เพื่อรู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึกของบทเพลงจากวัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้นเทคนิคการร้องบรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มีเครื่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมินคุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี

           รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภท และจำแนกรูปแบบของวงดนตรีทั้งไทยและสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการสร้างสรรค์ดนตรี เปรียบเทียบอารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและสากล ในอัตราจังหวะต่าง ๆ มีทักษะในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวงโดยเน้นเทคนิคการแสดงออกและคุณภาพของการแสดง สร้างเกณฑ์สำหรับประเมินคุณภาพการประพันธ์ การเล่นดนตรีของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม

 

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

1.   ความสามารถในการสื่อสาร   เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร   มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด   ความรู้ความเข้าใจ   ความรู้สึก   และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาตนเองและสังคม   รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง  ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม

2.   ความสามารถในการคิด   เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์   การคิดสังเคราะห์  การคิดอย่างสร้างสรรค์   การคิดอย่างมีวิจารณญาณ   และการคิดเป็นระบบ   เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่าง เหมาะสม

3.   ความสามารถในการแก้ปัญหา   เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล   คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ   เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ  ในสังคม   แสวงหาความรู้   ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง  สังคมและสิ่งแวดล้อม

4.   ความสามารในการใช้ทักษะชีวิต   เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน   การเรียนรู้ด้วยตนเอง   การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง   การทำงาน   และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล   การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ  อย่างเหมาะสม   การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม   และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถใจการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ  และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี   เพื่อพัฒนาตนเองและสังคม   ในด้านการเรียนรู้   การสื่อสาร   การทำงาน   การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์   ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน

          1. นักเรียนมีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาและจัดการอย่างเป็นระบบ  รู้วิธีการแสวงหาเพิ่มเติมจากสื่อและแหล่งการศึกษาต่างๆ

    2. นักเรียนมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ  นาฏศิลป์และดนตรีอย่างอิสระ

  3. มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกดังนี้ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ ชำนาญเทคโนโลยี มีความเป็นผู้นำ

          ในสถานการณ์ Covid-19 โรงเรียนมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบปกติ เปลี่ยนมาเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยได้มีการจัดกระบวนทัศน์ และการพัฒนาการสอนวิชาปฏิบัติแบบออนไลน์ รายวิชาเพิ่มเติมเลือกดนตรี(ไวโอลิน) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ และพัฒนาคุณภาพการศึกษารองรับสถานการณ์ต่างๆได้ตามโลกาภิวัฒน์

คำสำคัญ นักเรียนเพิ่มเติมเลือก/ไวโอลิน/สอนนออนไลน์

เนื้อหา

ถอดความการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์ Covid-19  โดยการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังต่อไปนี้

ธรรมชาติรายวิชาปฏิบัติเพิ่มเติมเลือกไวโอลิน  เป็นการสอนเน้นการปฏิบัติเครื่องมือ ได้แก่ไวโอลิน โดยใช้บทเพลงเป็นหลักนำเข้าสู่ทฤษฎีดนตรี การอ่านโน้ต การเล่นประกอบจังหวะ และการเล่นบทเพลง โดยการจัดการเรียนแบบขบวนการกลุ่มการเรียน หมายถึงเรียนพร้อมๆกันครั้งละ 16 คน ซึ่งเดิมทีก็เป็นเรื่องยากเรื่องหนี่ง สำหรับการเรียนแบบกลุ่ม ในการเรียนเครื่องมือไวโอลิน เพราะข้อจำกัดหลายด้าน เช่น สมรรถนะในการเรียนของนักเรียนแต่ละคน สรีระร่างกาย กล้ามเนื้อมือซ้าย มือขวาที่ต้องมีการจัดวางเป็นรายบุคคลล



สำหรับการเรียนกานสอนรายวิชาปฏิบัติเพิ่มเติมเลือกไวโอลิน แบบออนไลน์ จากการถอดบทเรียนมีแนวคิดการถอดบทเรียนการเรียนการสอนออนไลน์มีประเด็น ดังต่อไปนี้

ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) การสื่อสารในชั้นเรียนไวโอลินต้องทำให้เกิดเส้นทางเดินทางเป็น 2 ทาง ให้ได้ หมายถึงการเป็นการสื่อของอาจารย์ส่งสาร อะไรไป ต้องมีการตอบรับจากนักเรียนตอบกลับมาให้ได้ สำหรับเรื่องการสื่อสารในชั้นเรียนไวโอลินออนไลน์ปัจจุบันสามารถสะท้อนแนวคิดข้อคิดเห็นได้

1).เรื่องวินัยในชั้นเรียน นักเรียนต้องมีสมาธิและวินัยในชั้นเรียน เด็กนักเรียนไทยต้องเรียนอย่างมีเป้าหมาย และมุ่งมั่นต่อจุดประสงค์การเรียนในรายวิชาอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น ปรัชญาการเรียนของนักเรียนจีน จะมีปรัชญาการเรียนเพื่อการแข่งขันต่อโอกาสของตนเองสำหรับประชากรที่มีอยู่จำนวน พันล้านคน นักเรียนต้องเรียนให้เก่งเพื่อที่จะมีโอกาสก้าวหน้าในสังคม และตระกูลตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากจะต้องปลูกฝังค่านิยมการเรียนให้ต้องมีวินัยในการเรียนแบบเด็กไทย



2). สัญญาณอินเตอร์เนต ในการเรียนการสอนในชั้นเรียนออนไลน์ ผมจะโดนนักเรียนสอบทานอยู่เสมอว่า ”อาจารย์เสียงยืด อาจารย์เสียงหาย อาจารย์เสีบงไม่ดี” หมายถึงว่าระบบสัญญาณอินเตอร์เนตที่ไม่เสถียร ทำให้การรับส่งสัญาณไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่ ซึ่งโรงเรียนได้ลงทุนเรื่องระบบสัญาณอินเติร์เนตตลอดเวลา แต่โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ตอนนี้ประชากรในการใช้สัญญาณ ไม่น้อยกว่า 3,000 คน นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะชั้นเรียนดนตรี ที่ต้องมีความชัดของสัญญาณ เพื่อสามารถรองรับการรับฟังเสียงที่หลากหลายระดับเสียง หลากหลายโทนเสียง หลากหลายโน้ตเพลง ความคมชัดและตรงเวลาของระดับเสียงมีผลต่อความเข้าใจ ในการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก

3). คุณภาพของเสียง ที่ได้ยินจากเครื่องรับเสียง เช่นลำโพง หูฟัง ไมโครโฟนส์ ก็จะทำให้เรื่องของคุณภาพของเสียงในการรับฟังที่ชัดเจนเสมือนอยู่ในห้องเรียนจริงประมาณนั้น เพราะว่านักเรียนแต่ละบุคคลยังใช้อุปกรณ์ และวัสดุที่ยังมีคุณภาพที่แตกต่างกันตามศักยภาพ ทำให้การรับฟังเสียงรายบุคคลในชั้นเรียน ก็จะมีความแตกต่างกันของคุณภาพเสียง

ทักษะการร่วมมือ (Collaboration) ลองมาฟังคำนิยามกันดูนะครับ คือการทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจ คือการทำงานร่วมกัน แบบประสานการทำงานให้สอดคล้องกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทีมงาน เพื่อให้เป้าหมายหลักร่วมกันขององค์กรเสร็จสมบูรณ์ หัวใจของการทำงานแบบ Collaboration คือการมีสัมพันธภาพที่ดีของคนในกลุ่ม ในองค์กร ซึ่งเมื่อมีเป้าหมายหลักร่วมกันแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถดำเนินการไปสู่เป้าหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้นำทีม เพียงแต่ แต่ละคน แต่ละทีมรับทราบ เข้าใจบทบาท มีความสัมพันธ์ที่เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน จะส่งเสริม ช่วยเหลือจนเป้าหมายหลักสำเร็จ คนทำงานจะรู้สึกว่าความสำเร็จนั้นเป็นความสำเร็จร่วมกัน

แต่สำหรับการถอดบทเรียนการเรียนการสอนไวโอลินออนไลน์ ของนักเรียนปัจจุบันนักเรียนยังมีการซ่อนใบหน้าไว้ในมุมแคบ นักเรียนยังไม่อยากเปิดกล้อง เปิดเสียง และยังมีบางส่วนที่เข้ามาในสันญาณระบบ Ms-Team และปิดกล้อง ปิดเสียงไว้ เพราะฉนั้นทักษะการร่วมมือต่อการเรียนยังต้องอาศัยควบคู่ไปกับการมีวินัยในการเรียนด้วยกัน แต่สำหรับนักเรียนที่มีวินัยต่อการเรียนแล้วช่างเกิดผลลัพท์ที่คาดไม่ถึงหลายประการ เช่น การวางแผนการสอนแบบ Onsite นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียน วางแผนการสอนไว้สับดาห์ละ 1 เพลง แต่การจัดการเรียนการสอนจริงนักเรียนไม่เคยที่จะเล่นกันได้จบเพลงกันเท่าที่ควร คุณครูก็จะใช้วิธีการวัดแบบจุดประสงค์การเรียนรู้กันไปพอประเมินได้ แต่สำหรับการเรียนออนไลน์ สำหรับการออกแบบการสอนสัปดาห์ละ 1 เพลง นักเรียนจะใช้ทักษะการร่วมมือเพื่อให้ตนเองสามารถเล่นได้จบเพลงใน 1 สัปดาห์ให้ได้จบเพลง

 



 

โมเดลการสอนรายวิชาเพิ่มเติมเลือกไวโอลิน  2 คาบเรียน ต่อสัปดาห์ เวลาการสอน 100 นาที  มีโมเดลการสอน  4 ลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

1).ขั้นเตรียมความพร้อม สายใครสายมันหมุนกันคนละที  (10 นาที) เป็นขั้นตอนที่เหมือนจะง่าย แต่จริงแล้วไม่ง่ายเลยครับ และให้เวลาไว้เพียง 10 นาที เช็คชื่อนักเรียนเข้าชั้นเรียน ตั้งเสียงเครื่องดนตรีไวโอลิน เครื่องดนตรีไวโอลิน มี 4 สาย ในการตั้งเสียงไวโอลินมีความจำเป็นต้องตั้งเสียงทุกครั้งเพราะว่าเครื่องดนตรีไวโอลิน ระบบการเกิดเสียงเกิดจากการหมุนของลูกบิดไม้ ทำให้โอกาสการเกิดเสียงไม่ตรงมีอยู่มาก การต้องตั้งเสียง 4 สาย กับเครื่องไวโอลิน 16 ตัว ต้องใช้ทักษะการร่วมมือและทักษะการสื่อสาร จนแทบหมดเสียงแล้วครับใน 10 นาทีแรก

2).ขั้นอธิบายเนื้อหา บทเพลงแสนดี 100 นาที 1 เพลง (30 นาที) เป็นขั้นตอนอธิบายบทเพลงที่จะใช้ในรายคาบเรียน มีการบรรเลงตัวอย่างบทเพลงในเริ่มต้น อธิบายโน้ตเพลงที่มีในบทเพลง การอ่านโน้ตให้เข้ากับอัตราจังหวะ การตีความโน้ตเพลงเพื่อให้เห็นตำแหน่งการวางนิ้ว (Fingering Chart) และการบรรเลงบทเพลง ขั้นนี้ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการตอบข้อสงสัยของนักเรียนที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินไป เพราะนักเรียนจำนวนมาก ระบบการสื่อสารต่อการยุติข้อซักถาม ต้องไม่คิดมากพยายามอธิบายเนื้อหาทั้งหมดของเพลงให้ทันเวลา

3). ขั้นฝึกปฏิบัติ ตัวใครตัวมันทั้งฉันและเธอ (30 นาที) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนต้องใช้ความสามารถ และการรวมรวมความเข้าใจทั้งหมดของการอธิบายความ เพื่อฝึกปฏิบัติบทเพลงให้สำเร็จผล แต่ก็จะมีปัญหาสืบเนื่อง เช่น เครื่องดนตรีสายไม่ตรงระหว่างการเรียนในชั่วโมงเรียนเกิดขึ้นบ่อย การอ่านโน้ตเพื่อบรรเลงบทเพลง ปัญหาสรีระกล้ามเนื้อ และนิ้วมือซ้ายตึง หรือการจัดการทางเทคนิคดนตรี ความตรงของเสียง (Intronation) ความตรงของจังหวะ (Rhythm) การบรรเลงต่อบทเพลงอย่างต่อเนื่อง

4). ผลงานรายคาบเรียน พึ่งรู้ว่าตัวเก่ง จบเอง 1 เพลง (30 นาที) การเรียนการสอนออนไลน์มีข้อตกลงประการหนึ่งจากฝ่ายวิชาการ คือการวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ต้องประเมินให้เห็นใน Assignment  และเป็นการสอดคล้องต่อโมเดลการสอน เพื่อบรรลุจุดประสงค์ช่วงชั้น การนำเสนอผลงานบทเพลรายคาบเรียน ซึ่งทำให้นักเรียนไม่สามารถเป็นวิญญาณในการส่งสัญาณเข้ามาเรียนในระบบได้เท่านั้น นักเรียนจะต้องช้ทักษะการสื่อสาร ทักษะการมีส่วนร่วม ประกอบร่างให้เป็นทักษะทางดนตรี รายคาบให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์



 

บรรณานุกรม

ยงยุทธ เอี่ยมสอาด,(2559) การพัฒนาหลักสูตรรายวิชาทักษะดนตรีของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาเอกดุริยางคศิลป์.