วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

ประเภทของวงดนตรีสากล

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ประเภทของวงดนตรีสากล

Bournemouth_Symphony_Orchestra p_rock_1

 

ประเภทของวงดนตรีสากล   แบ่งได้เป็น 8 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1.วงแชมเบอร์มิวสิค (Chamber  Music)

หมายถึงวงดนตรีประเภทบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่เหมาะสำหรับแสดงภายในห้องโถง หรือสถานที่ที่จุผู้ฟังได้เพียงจำนวนน้อย ในสมัยแรกเล่นกันในห้องโถงตามราชสำนักหรือคฤหาสถ์ของขุนนางในยุโรป และนักดนตรีเล่นกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ต่อมาคนเริ่มสนใจมากขึ้นจากสถานที่คับแคบ จึงเลื่อนไปเล่นในห้องโถงใหญ่และใน Concert  Hall ซึ่งจัดไว้เพื่อการแสดงดนตรีโดยเฉพาะ 

 แชมเบอร์มิวสิค เน้นความสำคัญของนักดนตรีทุกคนเท่าๆกัน โดยปกติจะมีนักดนตรี 2-9 คน
และเรียกชื่อต่างๆกันตามจำนวนของผู้บรรเลงดังนี้

 -  จำนวนผู้บรรเลง 2 คน   เรียกว่า ดูโอ (Duet)

- จำนวนผู้บรรเลง 3 คน    เรียกว่า ทริโอ (Trio)

-  จำนวนผู้บรรเลง 4 คน      เรียกว่า ควอเตท (Quartet)

- จำนวนผู้บรรเลง  5  คน    เรียกว่า ควินเตท (Quintet)

- จำนวนผู้บรรเลง 6 คน     เรียกว่า เซกซ์เตท (Sextet)

- จำนวนผู้บรรเลง 7 คน   เรียกว่า เซปเตท (Septet)

- จำนวนผู้บรรเลง 8 คน   เรียกว่า ออกเตท (Octet)

- จำนวนผู้บรรเลง 9  คน    เรียกว่า โนเนท (Nonet)

 

barker_college_quartetlarge_mark%20oconnor

RRP_080914_1339cropsmChamberMusic4

index_mainKAMMER202008

Chamber_Music_1_Fall_08ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ octet chamberChamberMusic07

 

2.  วงดุริยางค์ (Orchestra)

เป็นวงดนตรีที่ต้องผสมด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่างๆจนครบทั้ง 4 ตระกูล ซึ่งจะต้องมีนักดนตรีบรรเลงเป็นจำนวนรวมกันตั้งแต่ 60 คนขึ้นไป เหมาะสำหรับใช้บรรเลงภายใน “หอดนตรี” (Music Hall)

แบ่งได้หลายขนาดตามจำนวนผู้บรรเลง  แต่ละขนาดจะเรียกชื่อต่างกัน

เป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ที่มีนักดนตรีมากที่สุด และมี วาทยกร หรือ ผู้อำนวยเพลง (Conductor) เป็นผู้ควบคุมวงดนตรีเพื่อกำกับจังหวะ ลีลา และความดังเบาของบทเพลง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

วงแชมเบอร์ออร์เคสตร้า 

เป็นวงดนตรีที่ใช้เฉพาะเครื่องดนตรีตระกูลไวโอล์เท่านั้น มีผู้บรรเลงจำนวน 20 – 30 คน

วงซิมโฟนีออร์เคสตร้า 

เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีครบทั้ง 5 ประเภท คือ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องทองเหลือง เครื่องคีย์บอร์ด และเครื่องกระทบ แบ่งขนาดของวงเป็น 3 ขนาดคือ

ขนาดเล็ก มีผู้บรรเลง 40 – 60 คน

ขนาดกลาง มีผู้บรรเลง 60 – 80 คน

ขนาดใหญ่ มีผู้บรรเลงตั้งแต่ 80 คน ขึ้นไป

1.วงดุริยางค์ซิมโฟนี (Symphony Orchestra) 
                เป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีทุกชนิดทั้ง 4 กลุ่มขนาดเล็กมีผู้บรรเลง 40-60 คน ขนาดกลางมีผู้บรรเลง 60-80 คน ขนาดใหญ่มีผู้บรรเลง 80-100 คนหรือมากกว่านั้น ขนาดของวงจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับเครื่องสายเป็นหลัก และ ผู้เล่นต้องมีฝีมือดีรวมถึงวาทยากร (conductor) ก็ต้องมีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมถ้าใช้เฉพาะเครื่องสายเรียกว่า String Orchestra

แบ่งได้หลายขนาดตามจำนวนผู้บรรเลง  แต่ละขนาดจะเรียกชื่อต่างกันดังนี้

 

 

 

2.วงดุริยางค์ประกอบการแสดงอุปรากรและละคร (Orchestra for Accompaniments of Opera) 
           เป็นวงดุริยางค์เช่นเดียวกับวงดุริยางค์ซิมโฟนี แต่มีขนาดเล็กกว่า มีนักดนตรีประมาณ 60 คน ใช้ประกอบการแสดงอุปรากร และละครเป็นหลัก

วงประเภทนี้มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีกลุ่มใหญ่ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มเครื่องเป่าลมไม้ กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง และกลุ่มเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี มีผู้อำนวยเพลง (Conductor) ถือไม้บาตอง (Baton) ยืนอยู่ด้านหน้าวง มีหน้าที่ควบคุมการบรรเลงของนักดนตรีทั้งวง

JAN14727

วงซิมโฟนี  ออร์เคสตร้า

Conductor

 

3.วงป๊อปปูลามิวสิค (Popular  Music)

ใช้บรรเลงตามงานรื่นเริงทั่วไป ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กลุ่มแซกโซโฟน กลุ่มเครื่องทองเหลือง และ กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะวงป๊อปปูลามิวสิค ส่วนใหญ่มี 3 ขนาด

1163869454

วงป๊อปปูลามิวสิค ส่วนใหญ่มี  3 ขนาด  วงขนาดเล็ก (วง 4x4)  มีเครื่องดนตรี  12 ชิ้น ดังนี้
กลุ่มแซ็ก  ประกอบด้วย  อัลโตแซ็ก 1 ตัว เทเนอร์แซ็ก 2 ตัว บาริโทนแซ็ก 1 ตัว

 กลุ่มทองเหลือง ประกอบด้วย ทรัมเป็ต 3 ตัว ทรอมโบน 1 ตัว
กลุ่มจังหวะ ประกอบด้วย  เปียโน 1 หลัง กีตาร์คอร์ด 1 ตัว เบส 1 ตัว กลองชุด 1 ชุด
( วง 4 x 4 หมายถึง ชุดแซก 4 ชุด ทองเหลือง 4 ชุดตามลำดับ ส่วนเครื่องประกอบจังหวะ 4)

2.วงขนาดกลาง (5x5) มีเครื่องดนตรี 14 ชิ้น  คือ เพิ่มอัลโตแซ็ก และ ทรอมโบน

3.วงขนาดใหญ่ (Big Band )(5 x 7)  มี 16  ชิ้น เพิ่มทรัมเป็ต และ ทรอมโบนอย่างละตัว
ในปัจจุบันใช้กีตาร์เบสแทนดับเบิ้ลเบส และ บางทีก็ใช้ออร์แกนแทนเปียโน

 

4.วงคอมโบ (Combo  band)

             วงคอมโบ (Combo  band) หรือ สตริงคอมโบ เป็นวงที่เอาเครื่องดนตรีบางส่วนมาจาก Popular Music อีกทั้งลักษณะของเพลงและสไตล์การเล่นก็เหมือนกัน จำนวนเครื่องดนตรีส่วนมากอยู่ระหว่างประมาณ 3 –10 ชิ้น เครื่องดนตรีจะมี พวกริทึม(Rhythm) และพวกเครื่องเป่า ทั้งลมไม้ และ เครื่องทองเหลือง เครื่องดนตรีที่ใช้เป็นหลักคือ กลองชุด เบส เปียโน หรือ มีเครื่องเป่า ผสมด้วยจะเป็นเครื่องลมไม้หรือทองเหลืองก็ได้ไม่จำกัดจำนวน แต่รวมแล้วต้องไม่เหมือนกับวงป๊อปปูลามิวสิค วงคอมโบก็เป็นสมอลล์แบนด์ (small Band) แบบหนึ่ง ดังนั้นวงนี้จึงเป็นวงที่มีขนาดไม่ใหญ่นักจึงเหมาะสำหรับ เล่นตามงานรื่นเริงทั่วๆไปนอกจากนั้นยังเหมาะสำหรับเพลงประเภทไลท์มิวสิคอีกด้วยเพลงไทยสากลและเพลงสากลในปัจจุบันที่ใช้วงคอมโบเล่นตามห้องอาหารหรืองานสังสรรค์ต่างๆ

เป็นวงดนตรีที่พัฒนามาจากวงชาโดว์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีคือ กีตาร์คอร์ด กีตาร์ลีด เบสคีย์บอร์ด กลองชุด บางวงอาจเพิ่มเครื่องเป่าเช่น ทรัมเป็ต แซกโซโฟน ทรอมโบนเข้าไปด้วย

 

ShadowsBand_Feb-3-2009_Fargo_Theatre1053

5. วงชาร์โด (Shadow)

 เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก  วงดนตรีประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือคณะ The Beattle หรือสี่เต่าทอง  เครื่องดนตรีในสมัยแรก  มี 4 ชิ้น  คือ  กีตาร์เมโลดี้ (หรือกีตาร์โซโล)   กีตาร์คอร์ด 

กีตาร์เบส     กลองชุด

เป็นวงดนตรีที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก มีเครื่องดนตรีอยู่ 3 ชิ้นคือกีตาร์ เบส และกลองชุด ผู้ขับร้องก็เป็นนักดนตรี 

 

beatles2

วงชาโดว์ ในระยะหลังได้นำออร์แกนและพวกเครื่องเป่าเช่น แซกโซโฟน ทรัมเป็ตทรอมโบนเข้ามาผสม และบางทีอาจมีไวโอลินผสมด้วยเพลงของพวกนี้ส่วนใหญ่จะเร่าร้อน ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่วัยรุ่น

6.วงโยธวาทิต  (Military  Band)

 โยธวาทิต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “วงดนตรีที่บรรเลงโดยทหาร ซึ่งมาจากคำว่า โยธ แปลว่า ทหาร รวมกับคำว่า วาทิต แปลว่า ดนตรี หรือผู้บรรเลงดนตรี” ส่วนในรากศัพท์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Military Band โดยคำว่า Military นั้นหมายถึงกองทัพ ส่วนคำว่า Band มาจากคำว่า Banda (ในภาษาอิตาเลียน) ใช้เรียกวงดนตรีประเภทหนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า Marching Band ซึ่งไม่ว่ารากศัพท์จากภาษาต่างประเทศจะกล่าวอย่างไรแต่ในประเทศไทยเรียกว่าวงโยธวาทิต

G00450

วงโยธวาทิตมีมาตั้งแต่สมัยโรมันใช้บรรเลงเพลงเดินแถวเพื่อปลุกใจทหาร ในสมัยสงครามครูเสด ได้ซบเซาไปพักหนึ่ง และเจริญอีกในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อมาในสมัยของนโปเลียน ได้ปรับปรุงให้มีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิดเช่น พวกขลุ่ยผิว พวกปี่และแตรและต่อมาก็เป็นต้นแบบของวงโยธวาทิต ในราวกลางศตวรรษที่ 19 เมื่ออดอลฟ์แซกซ์  นักประดิษฐ์ชาวเบลเยี่ยมได้ประดิษฐ์แซกโซโฟนและแตรต่างๆ ในตระกูลแซกฮอร์น จึงได้นำมาไว้กับวงโยธวาทิตด้วย จึงสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน

โยธวาทิต แบ่งตามลักษณะการบรรเลง ได้ดังนี้

วงเดินแถว (marching band) เป็นโยธวาทิตที่มีลักษณะการเดินบรรเลง เป็นแถวตอนลึก อาจบรรเลงเฉพาะวงหรือนำหน้าขบวนต่างๆ ที่ต้องการรูปแบบที่เป็นระเบียบ เข้มแข็ง เร้าใจ ส่วนมากจะนิยมบรรเลงเพลงมาร์ช

วงนั่งบรรเลง (concert band) หมายถึง การนำโยธวาทิตมานั่งบรรเลงเป็นลักษณะของคอนเสิร์ต โดยนำบทเพลงที่เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับโยธวาทิตมาบรรเลง ลักษณะคล้ายวงออร์เคสตรา หรืออาจนำเอาบทเพลงบรรเลงของวงออร์เคสตรามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับโยธวาทิต จึงทำมีอีกชื่อเรียกว่า วงซิมโฟนิค (Symphonic

 

วงแปรขบวน (display) หมายถึง การนำโยธวาทิตมาบรรเลงประกอบการแปรแถว โดยผู้บรรเลงต้องเดินแปรรูปขบวนเป็นรูปต่างๆ ซึ่งเพลงที่ใช้บรรเลงต้องเหมาะสมกับรูปแบบที่แปรขบวนด้วย วงแบบนี้อาจมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โชว์แบนด์ (show Band

 

 

7.แตรวง (Brass  Band)

แตรวง เป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในวงดนตรีที่ผสมด้วยเครื่องดนตรี(เป่า,ตี)  ชนิดต่างๆเพียงสองตระกูลเท่านั้น วงดนตรีในลักษณะนี้เหมาะสำหรับใช้บรรเลงนำในการเดินแถวในทุกสภาพท้องถิ่นเพราะแตรเป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นด้วยโลหะ และไม่มีส่วนประกอบที่กระจุกกระจิกเหมือนเครื่องดนตรีอื่นๆ ทนต่อการโยกย้ายหรือหอบหิ้วไปได้โดยสะดวก

ปัจจุบันแตรวงได้มีการพัฒนาการเป็น 2  รูปแบบคือ

1.แตรวงที่พัฒนาเป็นวงโยธวาธิต ที่ใช้ในกิจกรรมของกองทัพ และตามโรงเรียนมัธยม มีรูปแบบในการบรรเลง เช่นใช้โน้ตเพลงที่แยกกันแต่ละชิ้น มีการประสานเสียง

2.แตรวงพื้นบ้านที่ใช้ในกิจกรรมชาวบ้าน ในการแห่ประกอบงานรื่นเริง    งานบวช งานสมโภช งานบุญต่างๆ โดยบรรเลงแบบวงปี่พาทย์ คือใช้บทเพลงที่ใช้กับวงดนตรีทั่วไป โดยเน้นความสนุกสนานแตรวงพื้นบ้านจะมีเครื่องดนตรีไม่มากนัก เครื่องดนตรีที่ใช้จะเป็นจำพวกแตร    การฝึกหัดก็จะใช้การถ่ายทอดสืบต่อกันมาไม่มีการดูโน้ตเพลง

ในเวลาการบรรเลงต้องอาศัยการจดจำ นั่งล้อมวงกันบรรเลงแตรวงจึงเป็นการละเล่นพื้นบ้านในการดำรงชีวิต ของชาวบ้าน ผู้ที่เล่นทั้งชายและหญิงทุกวัย ตั้งแต่เด็กหนุ่มสาวผู้ใหญ่ไปจนถึงผู้สูงอายุตามโอกาส

ลูกทุ่ง และเพลงอื่น ๆ มีลีลาจังหวะที่สนุกสนาน ใช้บรรเลงประกอบงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานแห่ต่าง ๆ เป็นต้น

8.      วงโฟล์คซอง (Folksong)

ความหมายที่แท้จริงของ โฟล์คซอง คือ เพลงพื้นบ้าน เป็นเพลงของชาวบ้านที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน เครื่องดนตรีที่ใช้ก็เป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในท้องถิ่น ไม่มีแบบแผนการบรรเลงที่แน่นอน
สำหรับประเทศไทย มีผู้เอาคำว่า โฟล์คซองมาใช้ในความหมายว่า การขับร้องเพลงยอดนิยมทั่วไป โดยมีเครื่องดนตรีกีตาร์โปร่งมาบรรเลงประกอบ และมีเครื่องดนตรีมาประสมคือ ขลุ่ย เม้าท์ออร์แกน
และเครื่องประกอบจังหวะต่าง ๆ
 



สุนทรียศาสตร์ทางดนตรี

 

สุนทรียศาสตร์ของดนตรี

คำว่า "สุนทรียศาสตร์" ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Aesthetics" มาจากภาษากรีกว่า "Aistheticos" ซึ่งแปลว่า รู้ด้วย ผัสสะ และคำว่า ผัสสะนี้ หมายถึงการสัมผัสรู้หรือหยั่งรู้สุนทรียะหรือความงามอย่างเข้าใจ กล่าวโดยสรุปคือ คำว่า สุนทรียศาสตร์ เป็นเนื้อหาว่าด้วยการศึกษาเรื่อง มาตรฐานของความงามในเชิงทฤษฎีอันเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ กฏเกณฑ์ทางศิลปะ สุนทรียศาสตร์นับเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาในส่วนที่เกี่ยวกับการแสวงหาคุณค่า ในสมัยก่อนวิชานี้เป็นที่รู้จักกันในรูปแบบของวิชาทฤษฎีแห่งความงามหรือ ปรัชญาแห่งรสนิยม  ในทางปฏิบัติจริงนั้น ศิลปินใช้ธาตุ 4 อย่าง เป็นองค์ประกอบในการสร้างงานศิลปะ ซึ่งธาตุทั้ง 4 อย่างนั้นได้แก่

1. สื่อ (Media) เช่น ศิลปะทางดนตรีใช้ เสียง เป็นสื่อ 

2. เนื้อหา (Context) เช่น ศิลปะทางดนตรีใช้ สเกลเสียง โหมดเสียง สังคีตลักษณ์หรือไวยากรณ์เพลงและเนื้อร้องที่เป็นเนื้อหาของดนตรี

3. สุนทรียธาตุ (Aesthetical elements) ซึ่งมี 3 อย่างคือ ความงาม (Beauty) ความน่าเพลิดเพลินเจริญใจ (Picturesqueness) และความเป็นเลิศ เช่น ศิลปะทางดนตรีใช้สังคีตลักษณ์ในกระบวนแบบต่างๆ เป็นสุนทรียธาตุ

4. ศิลปินธาตุ (Artistic elements) หมายถึง ความในใจ หรือประสบการณ์เดิม หรือความใฝ่ฝันหรือความเฉลียวฉลาดเฉพาะตัว ที่ศิลปินแต่ละคนนำออกมาสอดแทรกไว้ในชิ้นงานของตนเอง อย่างเช่น สังคีตกวีนำทำนองเพลงพื้นบ้านของชนชาติตนสอกแทรกไว้ในเพลงคลาสสิก เป็นต้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บทเพลงศาสนา

บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเพลงในโบสถ์ ได้แต่งขึ้นถูกหลักเกณฑ์ตามหลักสุนทรียศาสตร์ของดนตรี เพื่อจุดประสงค์ในการโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้นิยมเลื่อมใสศรัทธาในศาสนา

การสร้างชิ้นงานศิลปะดนตรีของสังคีตกวีต้องใช้ "เสียง"  (tone) เป็นสื่อ แม้ว่าตามความเป็นจริงนั้นเสียงย่อมไม่อาจอธิบายความให้ผู้ฟังนึกเห็น "ภาพ" ที่ชัดเจนได้ แต่ความไม่ชัดเจนของภาพนี้เองเป็นสื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังจินตนาการตามเสียงที่ได้ฟังจนเกิดอารมณ์คล้อยตามและปฏิกิริยาสนองตอบได้อย่างเต็มที่ ตามแต่ถนัด ความสนใจ พื้นฐานความรู้ และประสบการณ์ด้านดนตรีของแต่ละบุคคล ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงของดนตรีมีส่วนประกอบสำคัญ คือ จังหวะ ทำนอง เสียงประสาน ลีลาสอดประสาน และกระบวนแบบของดนตรี รวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว เสียงดนตรีจึงมีพลังและความคล่องตัวที่จะเป็นสื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างดีเยี่ยม

การรับรู้ความงามหรือสุนทรียะของดนตรี

ดนตรีเป็นสุนทรียะหรือที่เรียกกันว่า ความงาม ความไพเราะ เป็นเรื่องของนามธรรมยากที่จะอธิบายให้เข้าใจด้วยภาษาเพราะแต่ละคนจะมีรสนิยมในเรื่องของความงามที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับจะมีอิทธิพลต่อความชอบ ความรัก ความไพเราะ ความงาม ที่เกิดขึ้นในแต่ละคน ถึงแม้ว่าสุนทรียะทางดนตรีเป็นเรื่องนามธรรมเกิดขึ้นจำเพาะตัวบุคคลแต่เราสามารถสร้างประสบการณ์ให้เกิดการเรียนรู้ได้

ขั้นตอนในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ทางสุนทรียะที่ควรคำนึงถึง คือ

1.      ความตั้งใจจดจ่อ

ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องผนวกความตั้งใจจดจ่อต่อศิลปะ หรืออาจจะพูดอีกแง่หนึ่งว่าต้องมีความศรัทธาต่องานศิลปะ ความตั้งใจจดจ่อหรือความศรัทธามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเข้าถึงงานศิลปะ และในทำนองเดียวกันความไม่ตั้งใจไร้ศรัทธาเป็นการปิดกั้นสุนทรียะของศิลปะตั้งแต่แรกเริ่ม การฟังดนตรีด้วยความตั้งใจจดจ่อ ฟังด้วยความศรัทธา โอกาสที่จะตอบสนองต่อเสียงดนตรีที่ได้ยินมีสูงทั้งทางร่างกายและทางความรู้สึก การที่ได้ยินเสียงดนตรีตามภัตตาคารต่าง ๆ ในระหว่างการรับประทานอาหารหรือเสียงดนตรีในงานเทศกาลต่าง ๆ เสียงดนตรีเหล่านั้นได้ยินผ่าน ๆ หูเราไปโดยมิได้ตั้งใจฟัง ซึ่งไม่สามารถสร้างความงามทางสุนทรียะให้เกิดขึ้นได้ สุนทรียะทางศิลปะเน้นความรู้สึกทางจิตมากกว่าความรู้สึกทางกาย 

2.      การรับรู้

ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยการรับรู้ การรับรู้ เป็นความรู้ที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นๆ คืออะไร คุณภาพดีไหม และมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร เป็นเรื่องของความรู้ไม่ใช่เรื่องของความจำหรือการจินตนาการ การรับรู้เป็นการรวบรวมความรู้สึกทั้งภายนอกและภายในที่มีผลต่อสิ่งเร้า แล้วเอามาสร้างเป็นความคิดรวบยอดต่องานศิลปะนั้น ๆ ซึ่งสามารถแยกออกเป็นขั้นตอนได้ว่าเป็นความรู้สึก การรับรู้ และการหยั่งรู้หรือการสร้างมโนภาพ

3.      ความประทับใจ

ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยความกินใจหรือประทับใจในการสร้างประสบการณ์ทางสุนทรียะนั้น อารมณ์ที่กระทบต่องานศิลปะสามารถแยกออกเป็นสองขั้นตอนด้วยกันคือ สภาพของจิตที่เปลี่ยนไปกับความรู้สึกที่สนองต่อจิต ซึ่งเกิดขึ้นตามในลำดับต่อมา เช่น ความดันเลือดในร่างกายเปลี่ยนแปลงให้หน้าแดง หน้าซีด การหายใจถี่แรง หรือการถอนหายใจ ความรู้สึกโล่งอกหรืออัดแน่น รู้สึกง่วงนอนหรือกระปรี้กระเปร่า สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่มีผลมาจากแรงกระทบทางอารมณ์ทั้งสิ้นความกินใจต่อเหตุการณ์และเสียงที่ได้ยิน ทั้งเหตุการณ์และเสียงที่กินใจจะจารึกจดจำไว้ในสมอง ถ้าโอกาสหวนกลับมาอีก ความกินใจที่เคยจดจำไว้ก็จะปรากฏขึ้นในความรู้สึกอีก การที่เราเคยได้ยินเสียงดนตรีในงานศพของคนที่เราเคารพรักและหวงแหน หรือในขณะที่เราอยู่ในอารมณ์เศร้า เรามักจะจำเหตุการณ์วันนั้นและเสียงเพลงที่ได้ยินอย่างแม่นยำ

4.      ความรู้

ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยความรู้ การเรียนรู้ของคนอาศัยประสบการณ์ สุนทรียะเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ความรู้ความเข้าใจเป็นประสบการณ์ที่สามารถแยกแยะหรือวิเคราะห์ การนำมาปะติดปะต่อหรือการสังเคราะห์การสรุปรวบยอด การจัดหมวดหมู่หรือแม้การประเมินผล สิ่งเหล่านี้อาศัยประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ เป็นตัวสำคัญ

5.      ความเข้าใจวัฒนธรรม

ประสบการณ์ทางสุนทรียะต้องอาศัยความเข้าใจวัฒนธรรมที่เป็นองค์ประกอบของศิลปะนั้น ๆ เพราะศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการที่เราเข้าใจวัฒนธรรมเป็นผลให้เราเข้าใจศิลปะอีกโสตหนึ่งด้วยเพราะ ศิลปะของชนกลุ่มใดย่อมเหมาะกับชนกลุ่มนั้น

 

 

คุณค่าและความงามของดนตรี

 บทที่  4  คุณค่าและความงามของดนตรีสากล

 

วีถีการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันนี้ ไม่อาจหนีรอดจากอิทธิพลของเสียงดนตรีไปได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ที่ไหน เมื่อไรที่ได้ยินเสียงดนตรีสอดแทรกเข้ามาแวดล้อมเราอยู่เกือบทุกเวลาทุกสถานที่ อาจเป็นทั้งเสียงดนตรีที่เราชื่นชอบและเสียงดนตรีที่ไม่พึงประสงค์จะได้ยิน ดนตรีเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่มนุษย์ทุกชนเผ่าสร้างสรรค์ขึ้นมาใช้บรรเลงเป็นพื้นหลัง (Background) สนับสนุนการดำเนินชีวิตทั้งในยามสุขและยามเศร้าตั้งแต่สมัยโบราณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กฟังเพลง

 

ปัจจุบันดนตรีเข้ามามีส่วนในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยทุกชนชาติ ดนตรีเป็นอาหารของความคิด สามารถถ่ายเทอารมณ์จากความเครียดไปสู่การผ่อนคลาย สามารถปลุกและปลอบประโลมใจให้สดชื่น สามารถเชิญชวนให้ผู้ฟังลุกขึ้นมากระโดดเล่น เต้นรำ สามารถปลุกใจให้ฮึกเหิม กล้าหาญ สามารถก่อให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจในความเป็นหมู่ชาติ สามารถกล่อมเกลาจิตใจให้มีความอ่อนโยนและเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาและดนตรียังช่วยทำให้เกิดศิลปะการแสดงต่างๆ อีกมากมายหลายสาขา

หากเรารู้จักเลือกใช้เครื่องดนตรีที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตแล้ว ดนตรีมีคุณค่าต่อวิถีการดำเนินชีวิตของเราอย่างมากมาย เช่น ใช้ดนตรีเป็นเครื่องขับกล่อมตนเองเป็นการส่วนตัวทั้งในยามสุขและยามเศร้า

 

คุณค่าและความงามของดนตรีสากล

ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมนุษย์ มนุษย์รู้จักนำดนตรีมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลังจากที่มนุษย์รู้จักการจดบันทึกข้อมูล จึงทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบประวัติความเป็นมาของดนตรี การศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรี ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเข้าใจการสืบทอดทางวัฒนธรรมดนตรี การกำเนิดของเครื่องดนตรีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมนุษย์รู้จักการสร้างเครื่องดนตรีง่าย ๆ จากธรรมชาติรอบข้างคือ เริ่มจากการปรบมือผิวปาก เคาะหิน หรือนำกิ่งไม้มาตีกันซึ่งต่อมาได้มีการสร้างเครื่องดนตรีที่มีรูป ทรงลักษณะต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ โดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมและลักษณะเครื่องดนตรีของชนชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องดนตรีสากลที่เป็นเครื่องดนตรีของชาวตะวันตกที่น ำมาเล่นกัน แพร่หลายในปัจจุบัน สำหรับการกำเนิดของดนตรีตะวันตกนั้นมาจากเครื่องดนตรีของชนชาติ กรีกโบราณที่ สร้างเครื่องดนตรีขึ้นมา 3 ชนิดคือ ไลรา คีธารา และออโรสจนต่อมามีการพัฒนาสร้างเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ ทั้งประเภทเครื่องสายเครื่องเป่า เครื่องทองเหลือง เครื่องตี และเครื่องดีดหรือเครื่องเคาะ เช่นไวโอลิน ฟลุต ทรัมเป็ต กลองชุด กีตาร์ ฯลฯโดยพบเครื่องดนตรีสากลได้ในวงดนตรีสากลประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

การสืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของดนตรีตั้งแต่สมัยโบราณมา นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ได้เรื่องราว สมัยของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อื่นๆ เพิ่งจะมีปรากฏและเริ่มนิยมใช้กันในสมัยเริ่มต้นของยุค Middle age คือระหว่างศตวรรษที่ 5 - 6 และการบันทึกมีเพียงเครื่องหมายแสดงเพียงระดับของเสียง และจังหวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกิดขึ้นมาในโลกพร้อม ๆ กับมนุษย์เรานั่นเอง ในยุคแรกๆมนุษย์อาศัยอยู่ในป่าดง ในถ้ำ ในโพรงไม้ แต่ก็รู้จักการร้องรำทำเพลงตามธรรมชาติ เช่น รู้จักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และเปล่งเสียงร้องตามเรื่อง การร้องรำทำเพลงไปเพื่ออ้อนวอนพระเจ้าเพื่อช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาลความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆให้แก่ตน หรือเป็นการบูชาแสดงความขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย โลกได้ผ่านหลายยุคหลายสมัย ดนตรีได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เครื่องดนตรีที่เคยใช้ในสมัยเริ่มแรกก็มีการวิวัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ กลายเป็นเครื่องดนตรี ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพลงที่ร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยทั่ว ๆ ไป

ในระยะแรก ดนตรีมีเพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเท่านั้นเรียกว่า Melody ไม่มีการประสานเสียง จนถึงศตวรรษที่ 12 มนุษย์เราเริ่มรู้จักการใช้เสียงต่าง ๆ มาประสานกันอย่างง่าย ๆ  เกิดเป็นดนตรีหลายเสียงขึ้นมา การศึกษาวิชาประวัติดนตรีตะวันตกหลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตั วเหลือเกิน และมักมีคำถามเสมอว่าจะศึกษาไปทำไมคำตอบก็คือ ดนตรีตะวันตกเป็นรากเหง้าของดนตรีที่เราได้ยินได้ฟังกันทุกวันนี้ความเป็นมาของดนตรีหรือประวัติศาสตร์ดนตรีนั้นหมายถึงการมองย้อนหลังไปในอดีตเพื่อพยายามทำความเข้าใจกับแง่มุมต่าง ๆ ของอดีตในแต่ละสมัยนับเวลาย้อนกลับไปเป็นเวลาหลายพันปีจากสภาพสังคมที่แวด ล้อมทัศนะคติและรสนิยมของผู้สร้างสรรค์และผู้ฟังดนตรีในแต่ละสมัยนั้นแตก ต่างกันอย่างไรจากการลองผิดลองถูกลองแล้วลองอีกการจินตนาการตาม แนวคิดของผู้ ประพันธ์เพลงจนกระทั่งกลั่นกรองออกมาเป็นเพลงให้ผู้คนได้ฟังกันจนถึงปัจจุบันนี้ การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หรือการมองย้อนกลับไปในอดีตนั้นนอกจากเป็นไปเพื่อความสุขใจในการได้ศึกษา เรียนรู้ และรับทราบเรื่องราวของอดีตโดยตรงแล้ว ยังเป็นการศึกษาเป็นแนวทางเพื่อทำความเข้าใจดนตรีที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงในแง่ของดนตรีในปัจจุบัน และเพื่อนำมาใช้ในการทำนายหรือคาดเดาถึงแนวโน้มของดนตรีในอนาคตด้วย

ดนตรีเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ และถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ มนุษย์รู้จักการสร้างเสียงดนตรีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร เช่น การตีเกราะ เคาะไม้ การเป่าเขาสัตว์ การเป่าใบไม้ เพื่อส่งสัญญาณต่าง ๆ มนุษย์รู้จักการร้องรำทำเพลง เพื่อให้หายเครียด เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของเสียงดนตรี มนุษย์ได้ทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์มาโดยตลอด ต่อมาเมื่อมนุษย์ได้สนใจดนตรีในด้านศิลปะ ดนตรีจึงได้วิวัฒนาการขึ้นตามลำดับ

1.ใช้ดนตรีเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิงและเพื่อการเฉลิมฉลอง

2.ใช้ดนตรีเป็นเครื่องปลุกเร้าให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะในท้องถิ่นและในประเทศชาติ

3.ใช้ดนตรีเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนา

4.ใช้ดนตรีสื่อความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาและลัทธิความเชื่อ

5. ใช้ดนตรีเป็นเครื่องสื่อสารติดต่อกันในชนเผ่าและเชื่อว่าใช้ติดต่อกับสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ได้

6.ใช้ดนตรีเสริมความสง่างามและความภูมิฐานของพิธีการ

7. ใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมการทำงาน การออกกำลังกาย การเดินทาง การต่อสู้กับข้าศึกศัตรูในยามสงคราม เพื่อให้เสียงดนตรีช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย ช่วยทำให้ลืมอุปสรรคและปลุกใจฮึกเหิมกล้าหาญ

8. ใช้ดนตรีเป็นส่วนช่วยในการบำบัดรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทางกายและทางจิต และใช้เป็นส่วนประกอบของกระบวนการเรียนการสอนเช่น ใช้เป็นสื่อการสอน ใช้ช่วยฝึกสมาธิ ใช้ช่วยกระตุ้นความทรงจำ เป็นต้น

 

   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ใช้ดนตรีเป็นเครื่องขับกล่อมตนเอง   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรี ชนเผ่า                                

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ใช้ดนตรีเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิงผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เพลง ชาติ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรี ศาสนาผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรี ความเชื่อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรี หรูหรา ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรีบําบัด

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดนตรี ออกกําลังกาย  ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mad max ดนตรี

 


วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

ประวัติคีตกวีดนตรีสากล

 

ประวัติคีตกวีดนตรีสากล 

1.จิอะซิโน รอสชินี (Gioacchino Rossini,1792-1868)

ผู้ประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1792 ที่เมืองเปซาโร (Pesaro) เรียนดนตรีครั้งแรกกับพ่อและแม่ซึ่งพ่อเป็นผู้เล่นฮอร์น และทรัมเปต ส่วนแม่เป็นนักร้องที่มีเสียงใสต่อมาจึงได้เรียนการประพันธ์ดนตรีแบบเคาน์เตอร์พอยท์ อย่างจริงจังกับTesei และ Mattei ที่เมืองโบโลญา (Bolongna) รอสชินีมีชื่อเสียงจากการประพันธ์โอเปร่า และโอเปร่าชวนหัวมีแนวการแต่งเพลงแบบค่อย ๆ พัฒนาความสำคัญของเนื้อหาดนตรีทีละน้อยไปจนถึงจุดสุดยอดในที่สุด

ผลงานที่มีชื่อเสียง

ผลงานโอเปร่าของรอสชินีได้แก่ La Scala di Seta, La Gazza Ladra, La Cenerentola, Semiramide, The Baber of Seville และ William Tell

2.ฟรานช์ ชูเบิร์ท (Franz Schubert,1797-1828)

ผู้ประพันธ์เพลงชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ 1797 มีชีวิตอยู่ในเวียนนาจนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนค.ศ. 1828 พ่อชื่อฟรานช์ ธีโอดอร์ ชูเบิร์ท (Franz Theodor Schubert) แม่ชื่อมาเรีย เอลิซาเบ็ธ วิทซ์ (Maria Elisabeth Vietz) พ่อมีอาชีพเป็นครูและเป็นนักเชลโลสมัครเล่นที่มีฝีมือดีคนหนึ่งและพ่อเป็นคนแรกที่เป็นผู้ปลูกฝังนิสัยทางดนตรีให้แก่ชูเบิร์ทขณะที่ชูเบิร์ทมีอายุได้ 5 ขวบ พ่อก็เริ่มสอนวิชาเบื้องต้นให้ พออายุได้ 6 ขวบ ก็เข้าโรงเรียนประถมที่พ่อของเขาสอนอยู่ และก็ได้เริ่มฝึกหัดเปียโนบ้างเมื่ออายุ 8 ขวบพ่อก็สอนไวโอลิน และทำการฝึกซ้อมให้อย่างสม่ำเสมอ ในไม่ช้าเขาก็สามารถเล่นเพลงดูเอท (Duet) อย่างง่าย ๆ ได้อย่างดี ตลอดช่วงชีวิตสั้น ๆ ของชูเบิร์ทเพียง 31 ปี แทบไม่เคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้ประพันธ์เพลงแต่อย่างใดเขาได้ทิ้งผลงาน ซิมโฟนี 8 เพลง สตริงควอเตท 19 เพลงเปียโนโซนาต้า 21 เพลง และอื่น ๆ อีกกว่า 600

          ผลงานที่มีชื่อเสียง

Symphony No.5 in B flat:First movement 1816, Great C Major Symphony, Unfinished Symphony (ชูเบิร์ทยังประพันธ์ไม่เสร็จเพราะถึงแก่กรรมก่อน), String Quartet No. 13 in A minor : Second movement 1823, Rosam under : incidentat Music(ใช้ประกอบการแสดงบัลเลย์)

3. อันโตนีโอ วีวัลดี (Antonio Vivaldi)

          ตำนานแห่งนักดนตรีเพลงคลาสสิคชาวอิตาลี เป็นหนึ่งในคีตกวีคนสำคัญในสมัยบาโรก เกิดเมื่อ 4 มีนาคม พ..2221 (ค..1678 ) ที่เมืองเวนิชและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ..2284 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อายุรวม 63 ปี  อันโตนิโอ วิวัลดี มีชื่อเล่นว่า "นักบวชแดง" (Red Priest) ทั้งนี้เพราะว่าเคยบวชเป็นพระอยู่ 1 ปี และมีผมสีแดง แต่เนื่องจากสุขภาพไม่ดี จึงลาบวชจากพระกลับสู่ฆราวาสเหมือนเดิมในปี ค.ศ. 1704 วิวัลดีได้รับการฝึกฝนด้านดนตรี โด​​ยบิดาของเขา แต่ไม่เลิกอาชีพทางดนตรี  เขาเป็นครูสอนดนตรีในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งมีเด็กจำนวนมากกว่า 6,000 คนอาศัยอยู่ วิวัลดีเขียนเพลงคอนแชร์โตไว้จำนวนมากกว่า 400  เพลงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมเด็กกำพร้าให้มีความสามารถด้านดนตรี

        นอกจากเพงคอนแชร์โตจำนวนมากแล้ว วิวัลดียังได้สร้างผลงานประเภทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ ไว้หลายประเภท ได้แก่ โซนาตา 90 บท ซินโฟเนีย 20 บท อุปรากร 40 บท 

        จุดเด่นการประพันธ์เพลงของวิวัลดีก็คือ เป็นผู้ที่นำเอาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันมาใช้ในบทเพลง ได้แก่ การนำความแตกต่างของความดัง-เบามาใช้ การเปลี่ยนแปลงการประสานเสียง การเปลี่ยนแปลงด้านลีลาจังหวะ  ผลงานเพลงคอนแชร์โตกรอสโซ ชุด Four Seasons เป็นงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเขา

 

4.โยฮันน์ เซบาสเตียนบาค (Johann Sebastian Bach)

เป็นคตีกวีและนักออร์แกนชาวเยอรมันเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ..2228 (..1685) ใน ครอบครัวนักดนตรีที่เมืองไอเซนนาค บาคแต่งเพลงไว้มากมายโดยดั้งเดิมเป็นเพลงสาหรับใช้ในโบสถ์เช่นแพชชั่นบาคถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ..2293 ที่เมืองไลพ์ซิก  บาคเป็นนักประพันธ์ดนตรีสมัยบาโรคเขาสร้าง ดนตรีของเขาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย บาคมีอิทธิพลอย่างสูงและยืนยาวต่อการพัฒนา ดนตรีตะวันตกแม้แต่นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ เช่น โมซาร์ท และเบโธเฟน ยังยอมรับบาคในฐานะ ปรมาจารย์ งานของบาคโดดเด่นในทุกแง่ทุกมุมด้วยความ พิถีพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองเสียงประสานหรือ เทคนิคการสอดประสานท่วงทำนองต่าง ๆ  รูปแบบที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี การศึกษาค้นคว้าแรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยมรวมทั้งปริมาณของบทเพลงที่แต่ง  ทำให้งานของบาคหลุดจากวงจรทั่วไปของงานสร้างสรรค์ที่ปกติแล้วจะเริ่มต้นเจริญเติบโตถึงขีดสุดแล้วเสื่อมสลายนั่นคือไม่ว่าจะเป็นเพลงที่บาคได้ประพันธ์ไว้ตั้งแต่วัยเยาว์หรือเพลง ที่ประพันธ์ในช่วงหลังของชีวิตนั้นจะมีคุณภาพทัดเทียมกัน

5. ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven)

บุรุษผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อันอัจฉริยะในเชิงดนตรี เค้ามีแนวดนตรีที่แตกต่างจากแนวดนตรีทั่วไปในสมัยนั้น  จนออกมาเป็นแนวดนตรีคลาสิคที่ในสมัยนั้นยังไม่ได้มีผู้ใดรังสรรค์ และต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นแนวดนตรีที่แปลกแยก แต่คีตกวีรายนี้มีความยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งอยู่ที่ความไม่ย่อท้อต่อเคราะห์กรรมที่ได้เกิดขึ้นกับร่างกายของเขา  นั่นคืออาการทางประสาทหู  จนถึงขั้นดับสนิท  บีโธเฟ่นผู้ที่ไม่เคยตายจากวงการดนตรีคลาสสิค ได้สร้างเสียงเพลงอมตะประดับโลกของเราเอาไว้ให้งดงามถึงแม้หูของเขาจะหนวกสนิท บีโธเฟน เกิดที่กรุงบอนน์ (อดีตเมืองหลวงประเทศเยอรมนีตะวันตก) เมื่อปลายปี ค.ศ.1770 เป็นลูกชายของนักร้องประจำราชสำนักแห่งกรุงบอนน์ ชื่อว่า โยฮานน์ (Johann) และแม่ชื่อว่า มาเรีย แมกเดเลน่า ( Maria Magdalena) มีชีวิตความเป็นอยู่ในวัยเด็กที่ค่อนข้างลำบาก  เพราะครอบรัวยากจน  และมีพ่อเป็นนักร้องขี้เมา ซึ่งได้พยายามปั้นบีโธเฟนให้เป็น โมสาร์ท สองเพื่อหวังให้หาเงินเลี้ยงครอบครัว (บีโธเฟนเกิดหลังโมสาร์ท 15 ปี)บีโธเฟนน้อยได้ถูกพ่อขี้เมาบังคับให้ฝึกเรียนเปียโนที่ยาก ตั้งแต่วัยเพียง วัย 4-5 ขวบ และถ้าเล่นไม่ได้จะถูกทำโทษ  แต่ที่บีโธเฟนยังรักดนตรีอยู่ อาจจะเพราะคุณปู่ซึ่งเป็นนักร้องประจำราชสำนักที่ประสบความสำเร็จบีโธเฟน ทำงาน(ครั้งแรก) เลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 11 ขวบ  โดยทำงานเป็นนักออร์แกน ผู้ช่วยประจำราชสำนัก  โดยในขณะนั้นเขามีความรู้เพียงชั้น ป.4 แต่ได้พยายามศึกษาเล่าเรียนดนตรีจนมีความสามารถด้านการประพันธ์เพลง และบีโทเฟ่นได้เล่นเปียโนสดให้โสสาร์ท ฟังเป็นครั้งแรก และทำให้โมสาร์ทต้องตะลึง ในวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น ที่กรุงเวียนนา และจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ต่อมา เขาต้องรีบกลับกรุงบอนน์ เพราะแม่ป่วยหนักและเสียชีวิต  และเขายังคงดูแลพ่อและน้องอีก 2 คนด้วยการทำงานหนักเช่นเดิมปี ค.ศ.1792  บีโธเฟ่นได้มีโอกาสแสดงผลงานต่อหน้า  โยเซฟ ไฮเดน (Joseph Haydn) ปรมาจารย์ทางดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค เดินทางกลับจากอังกฤษ ได้แวะเยี่ยมเยียนราชสำนักกรุงบอนน์ ทำให้ไฮเดนทึ่งในความสมารถและรับเขาเป็นศิษย์ และพากลับไปเรียนที่กรุงเวียนนาด้วยด้วยบีโทเฟ่นเป็นคนหนุ่มไฟแรงอารมณ์ร้อน หยิ่ง และดื้อรั้น จึงก็ไม่พอใจการสอนของไฮเดน แต่ก็ยังเกรงใจอาจารย์ผู้อาวุโส เขาจึงแอบย่องไปเรียนกับนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงหลายคนหลังจากจบการศึกษากับอาจารย์ ไฮเดนและอื่นๆ ในปี 1795 บีโธเฟ่นได้แสดงผลงานเพลงและเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์ดนตรีอย่างเต็มตัว ทำให้ผลงานเพลงยุคแรกของบีโธเฟน จะคล้ายคลึงกับดนตรีของไฮเดน และโมสาร์ท แต่ยังคงมีกลิ่นอายของบีโธเฟนอยู่ ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างรวดเร็วผลงานของบีโธเฟนในช่วงแรกที่น่าสนใจ คือ เปียโนทรีโอ 1 เปียโนโซนาตา 2 เปียโนโซนาตา 7 เปียโนโซนาตา 13 (Pathetique) เป็นต้น

             บีโธเฟน เริ่มแต่งเพลงแหกกฎเกณฑ์ทางดนตรี และออกนอกรีตนอกรอยมากขึ้น จึงเกิดเป็นยุคโรแมนติก (Romantic Period)เขามีแนวความคิดเป็นนักปฏิวัติทั้งในด้านดนตรีและความคิดทางสังคม   โดยสอดแทรก ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของตนลงในดนตรี ซึ่งไม่ใช่วิสัยในยุคนั้น (ที่เรียกว่า Classical period) ดนตรีขั้นสูงคือรูปแบบทางศิลปที่สมบูรณ์ สูงส่ง และอยู่เหนือความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่บีโธเฟนกำลังทำอยู่นั้นกลับเป็นการพลิกโฉมหน้าของโลกศิลปการดนตรี และทำให้นักวิชาการด้านดนตรี ต้องตั้งชื่อยุคของดนตรีขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า ยุคโรแมนติก (Romantic Period)