วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

บันทึกความทรงจำพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทะยากร)


ประวัติการศึกษาวิชาการดนตรี
            ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าศึกษาวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัญด้งได้กล่าวแล้วนั้นทางบ้านข้าพเจ้าก็ได้เริ่มทำการศึกษาวิชาการดนตรีจากบิดาของข้าพเจ้า ทั้งนี้พร้อมทั้งพี่ชายอีก ๒ คน ซึ่งบัดนี้ได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว การศึกษาวิชาการดนตรีข้าพเจ้าได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖  (ค.ศ. ๑๘๙๒) เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๐ ปี ในขั้นแรกได้ฝึกหัดการปฏิบัติซอ Violin ขนาด ๓/๔ (ส่วนพี่ชายทั้ง ๒ นั้นได้ฝึกหัดมาก่อนหน้าข้าพเจ้าประมาณ ๓ ปี) ช้าพเจ้าได้ฝึกหัดซอ Violin นี้มาได้ประมาณ ๓ ปี ครั้นเมื่อมีอายุมากขึ้นนิ้วก้านยาวขึ้นข้าพเจ้าก็เริ่มฝึกหัดและยึดซอ Cello เป็นเครื่องดนตรีประจำกายต่อไป
            การฝึกฝนเครื่องดนตรีนี้ข้าพเจ้าต้องฝึกฝนอย่างเคร่งเครียดที่สุด คือทุกๆวันภายหลังที่กลับมาจากโรงเรียนแล้วต้องฝึกหัดตั้งแต่ ๑๗.๐๐ ๑๘.๐๐ น. หรือ ถึง ๑๙.๐๐ น. ส่วนวันพฤหัสและวันหยุดซึ่งเป็นวันหยุดเรียนก็ต้องฝึกตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ ๑๖.๐๐ น.ส่วนกาบ้านที่ทางโรงเรียนให้มานั้น ข้าพเจ้าต้องเลื่อนเวลาไปทำในระหว่างเวลา ๒๐.๐๐ ๒๑.๐๐ น. หรือถ้าทำไม่เสร็จก็ต้องไปทำต่อในเวลาเช้า วันรุ่งขึ้นก่อนไปโรงเรียนซึ่งมีกำหนดเข้าในเวลา ๑๙.๐๐ น. วันหยุดทำกานฝึกหัดไม่ใคร่มีเลย นอกจากการเจ็บป่วยหรือเทศกาลตรุษฝรั่ง (Christmas) และวันขึ้นปีใหม่สองสามวันเท่านั้น
            เวลาล่วงไปในการฝึกฝนด้วยความเคร่งเครีดนี้ ภายหลังเมื่อข้าพเจ้าเติบโตขึ้นก็มีความสามารถในการปฏิบัติซอ Cello ได้ดีพอใช้และได้เข้าร่วมการบรรเลง Chamber Music กับพี่ชายทั้งสองของข้าพเจ้าเป็นวง Trio (Violin I, Violin II& Cello) โดยใช้บทเพลงซึ่งบิดาจัดซื้อมาเ)นจำนวนมากจากทุกๆแห่งที่มีเพลงประเภทนี้จำหน่าย จนแทบจะกล่าวได้ว่า เพลงประเภมนี้เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกแห่งการดนตรี เช่น ของ Wanhal, Mazas} de Beriot, Dancla, Viotti, Mozart, Beethoven, Schubert, Bruni,Corelli
ก็มีไว้พรักพร้อม  ส่วนบทเพลง  Classic  เบ็ดเตล็ดที่เรียบเรียงขึ้นเป็น  Transcription
สำหรับใช้กับวงดนตรีประเภทนี้ก็มีไว่ไม่น้อยเหมือนกัน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบิดาข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะให้เราทั้งสามคนมีจิตใจรักและนิยมบทเพลงในชั้น  Classic  ทั้งสิ้น  ต่อมาเมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้ประมาณ   ๑๗  ปี  ได้รับการฝึกหัด  Piano  อีกอย่างหนึ่งด้วย
            เมื่อข้าพเจ้าออกจากโรงเรียนแล้วและข้าพเจ้าได้มารับราชการอยู่ในกรมรถไฟหลวง  ข้าพเจ้ายึดมั่นในการศึกษาวิชาดนตรีที่ได้รับจากบิดาทำให้เกิดความสนใจในวิชานี้ยิ่งขึ้น  และพยายามทุก ๆ วิถีทางมี่จะเพิ่มพูลความรู้ให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยการศึกษาค้นคว้าต่อไปด้วยตนเอง  เมื่อมีโอกาสข้าพเจ้าก็เข้าสมทบกับนักดนตรีสมัครเล่นกับชาวต่างประเทศร่วมวงกันบรรเลงแพลง  String , Quastet , String  Quintet  หรือ  Piano Trio ,Piano  Quartet  หรือ  Piano  Quintet  เสมอ  ในการร่วมกันบรรเลงนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปฎิบัติซอ  Cello  และในระยะเวลาต่อมา  ข้าพเจ้าก็ได้เข้าสมทบด้วยการปฎิบัติซอ  Viola  ด้วย  เพราะในหมู่ชาวต่างประเทศไม่ใคร่มีผู้ใดสามารถปฎิบัติซอที่กล่าวนี้ใด้
            ด้วยความสนใจอย่างแท้จริงที่ต้องการแสวงหาความรู้วิชาการดนตรีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ข้าพเจ้าก็ได้แสวงหาปี่  Clarinet  และสั่งซื้อขลุ่ย  Flute  และแตร  Slide  Trombone  มาฝึกหัดอีกด้วย  และในบางโอกาสที่มีเพื่อนนักดนตรีสมัครเล่นด้วยกันจัคตั้งวงดนตรีย่อย ๆขึ้น  ข้าพเจ้าก็เข้าร่วมวงปฎิบัติซอ  Bass  อีกอย่างหนึ่ง  การค้นคว้าและการศึกษาของข้าพเจ้าดังกล่าวแล้วนี้ก็พอจะสังเกตุเห็นได้ว่า  ข้าพเจ้าพยายามหาทางเรียนรู้เครื่องดนตรีสำคัญ ๆต่าง ๆ  ที่ใช้อยู่ในวงดุริยางค์  (Orchestra)  ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้ามิได้นึกฝันเลยว่าสักวันหนึ่งในอนาคตข้าพเจ้าจะต้องยึดเอาการดนตรีเป็นอาชีพในการดำรงชีวิต
            ในด้านการศึกษาทางทฤษฎีนั้น  ข้าพเจ้าก็ได้สั่งซื้อตำราวิชาการเรียนดนตรีต่าง ๆมาศึกษาเล่าเรียนโยตนเองด้วยความพยายามตลอดมา  ตำราเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตำราทางวิชาการดนตรีทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษเพื่อเทียบเคียงกัน  เช่น  ตำราทฤษฎีดริยางค์ศาสตร์ตอนต้น  (Rudiments  of  Music)  สรุปหลักวิชาเบื้องต้น  (Elements  of   Music)  ตำราการประสานเสียง  (Harmony)  ตำราการประพันธ์เพลง  (Composition)  ตำราว่าด้วยเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงดุริยางค์  (Orchstra)  ในวงโยธวาฑิต  (Military  Band)  ตำราการแยกแนวเพลง  (Orchestration)  ประวัติการดนตรี  (Musical  History  and  Biography)  หลักวิชาการประพันธ์เพลง  (Musical  Forms)  และตำราว่าด้วยการอำนวยเพลง  (Art of   Conducting)  ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าต้องมายึดเอาการดนตรีเป็นอาชีพแล้วก็ได้พยายามหาทางที่จะถ่ายเทวิชานี้ให้กับชาวไทยที่สนใจจึงได้เรียบเรียงตำราวิชาดนตรีขึ้นเป็นภาษาไทยไว้หลายอย่าง  ซึ่งล้วนเป็นตำราในทางทฤษฎีทั้งสิ้น  คือ
๑.     แบบเรียนตอนต้นของการดนตรีและการขับร้องสำหรับใช้ในโรงเรียนสามัญ
๒.     ทฤษฎีการดนตรีตอนต้น (Rudiments of Music)
๓.     แบบฝึกหัดบันทึกตัวโน๊ตเพลงประกอบกับทฤษฎีการดนตรี
๔.     คำถามในทฤษฎีการดนตรีตอนต้น
๕.     คำตอบในทฤษฎีการดนตรีตอนต้น
๖.     คู่มือสรุปทฤษฎีการดนตรีเบื้องต้น (เป็นชั้นเตรียมการศึกษาวิชาการประสานเสียง)
๗.     การประสานเสียงเบื้องต้น (Harmony) ๓ เล่มจบ
๘.     ตำราการประสานเสียง (Harmony) ๓ เล่มจบ
๙.     เฉลยปัญหาในการประสานเสียง
๑๐.ทฤษฎีการดนตรี (Theory of Music)


วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

บันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์(ปิติ วาทยะกร)


บันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์
( ปิติ วาทยะกร )

ชีวประวัติของข้าพเจ้า
        บิดาของข้าพเจ้าชื่อ Jacob Feit เป็นชาวอเมริกัน เชื่อชาติเยอรมัน มารดาของข้าพเจ้าเป็นไทย
บิดาเกิดเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๔ (ค.ศ. ๑๘๔๔) ที่เมือง Trier ( Treves ) ในประเทศเยอรมนี แต่ถายหลังสำเร็จการศึกษาเมื่ออายุประมาณ ๑๙ ปีแล้วครอบครัวได้อพยบจากประเทศเยอรมนีไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในสหรัฐอเมริกา และในคราวสงครามกลางเมืองที่สหรัฐอเมริกา
Civil War 1860 – 1864 สมัยที่ Abraham Lincoln เป็นประธานาธิบดีนั้นก็ได้เข้ารับราชการทหารฝ่ายเหนือในกองทัพสหรัฐอเมริกาผ่านศึกกลางเมืองด้วย
        ในราวปี พ.ศ. ๒๔๑๐ (ค.ศ. ๑๘๖๗) เมื่อสิ้นสงครามแล้วท่านได้เข้ามายังประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวคนหนึ่งตามวิสัยชายหนุ่ม เมื่อได้มาพักในกรุงเทพฯชั่วเวลาหนึ่งแล้วท่านก็ได้รับคำเชื้อเชิญจากกงสุลอเมริกา (หมอจุนดเล S. Chandler) โดยกระแสรับสั่งให้เข้ารับราชการเป็นครูแตรวงในพระราชสำนักของสมเด็จพระยัณฑูรกรมพระราชวังบวรมหาวิชัยชาญ (วังหน้า) เมื่อสิ้นสมัยดังกล่าวนี้แล้วได้ถูกย้ายมาประจำเป็นครุแตรวงทหารบกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตลอดจนมาถึงวันที่ท่านถึงแก่มรรณะกรรมลง คือเมื่อวันที่  ๑ พฤษจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. ๑๙๐๙) รวมอายุได้ ๖๕ ปีเศษ ซึ่งในเวลานั้นสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพบก
        มารดาของข้าพเจ้าชื่อ ทองอยู่ วาทยะกร เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๐๑ และถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ รวมอายุได้ ๙๓ ปี (เป็นธิดานายปุ๊, นางเม้า เชื้อชาติรามัญบังคับไทย)
        ข้าพเจ้าเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ (ค.ศ. ๑๘๘๓) ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม เวลาย่ำรุ่ง ที่บ้านญาติของมารดาตำบลบ้านทวาย ใกล้หัวถนนเวลานี้ เมื่อข้าพเจ้ามารดาได้พามารวมอยู่กับบิดาที่แพ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งเหนือปากคลองหลอด
        ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ (ค.ศ. ๑๘๙๐) ข้าพเจ้ารับการศึกษาวิชาสามัญที่โรวเรียนอัสสัมชัญ (Assumption College) ในชั้นต้นเข้าเรียนภาษาฝรั่งเศสจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ (ค.ศ. ๑๘๙๘)จบหลักสูตรในปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๒ (ค.ศ. ๑๘๙๙) ได้เข้าศึกษาภาษอังกฤษจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) รวมเวลาที่ข้าพเจ้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้ได้ ๑๑ ปี บริบูรณ์
        ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ (ค.ศ. ๑๙๐๓) ข้าพเจ้าออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญโดยมีหนังสือรับรองของท่านอธิการบดีโรวเรยีนนี้นำฝากเพื่อเข้ารับราชการในกรมรถไฟหลวง แผนกกองเดินรถ (Traffic Department) และต่อมาในวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ (ค.ศ. ๑๙๑๓) รวมเวลารับราชการในกรทนี้ได้ ๑๔ ปั กับ ๘ เดือน
        ต่อจากนั้นเป็นสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณษโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายข้าพเจ้าจากกรมรถไฟหลวงมารับราชการในกรมมหรศพ ในวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ (ค.ศ. ๑๙๑๗) ประจำตำแหน่งเป็นผู้ช่วยปลัดกรม กองเครื่องสายฝรั่งหลวง มีหน้าที่ฝึกฝนอบรมนักดนตรี ทางการปฏิบัติเครื่องดนตรีสำหรับวงดนตรีฝรั่งหลวงแห่งพระราชสำนัก ต่อจากนั้นมาอีกประมาณ ๑ เดือนเศษ ข้าพเจ้าก็ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น หลวงเจนดุริยางค์ ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
(ค.ศ. ๑๙๑๗)
        วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๐) ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นปลักกรม กองดนตรีฝรั่งหลวงและในวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๕ (ค.ศ. ๑๙๒๒) ก็ได้รับพระราชทานสัญญษบัตรเป็น พระเจรดุริยางค์



วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ลักษณะเด่นทางดนตรีในยุคโรแมนติก

ลักษณะเด่นทางดนตรีในยุคโรแมนติก

                  ความหมายของยุคโรแมนติกมาจากวรรณกรรมประเภทโรแมนซ์  เป็นวรรณกรรมซึ่งใช้ภาษาโรแมนซ์ซึ่งเป็นภาษาที่มีต้นกำเนิดมาจากภาษาละติน โดยเนื้อเรื่องวรรณกรรมประเภทนี้จะเป็นเรื่องที่แต่งจากจินตนาการไม่ใช่เรื่องจริง  เป็นงานเขียนเชิง Subjetive  คือแต่งขึ้นจากมุมมองของผู้ประพันธ์มักจะเป็นเรื่องจากมุมมองของผู้ประพันธ์ มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรหรือดินแดนที่อยู่ห่างไกล โรแมนซ์มักจะเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับวีรบุรูษผู้กล้า  การผจญภัยความรัก  หรืออิทธิ์ฤทธิ์เหนือธรรมชาติต่างๆ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ห่างไกลแปลกใหม่ อัศจรรย์
                 เป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทางการเมือง  สภาพสังคม  วิถีชีวิต
                 มีการปฏิวัติสำคัญในช่วงปลายศตวรรษที่ 18  คือการปฏิวัติในฝรั่งเศสและ การปฏิวัติ  ในสหรัฐอเมริกา  ประชาชนลุกขึ้นล้มล้างระบอบสมบูรณายาสิทธิราช  แล้วแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งให้อำนาจประชาชนในการเลือกผู้นำของตนเอง  โดยอาศัยปรัชญาแนวคิดที่ว่าทุกคนควรจะมีความเท่าเทียมกัน  และทุกคนควรจะเติบโตจากตำแหน่งเล็กๆ  ไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้ด้วยความพยายามและความสามารถของคนโดยไม่คำนึงถึงชาติกำเนิดและชนชั้น
                 ในศตวรรษที่  19  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญได้แก่การปฎิวัติอุตสาหกรรม เป็นช่วงเวลาที่เครื่องจักรกลเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสมันนั้นอย่างมาก   มีการจัดตั้งโรงงาน  มีการคิดค้นเครื่องจักรกลที่ประหยัดแรงงาน เช่นเครื่องปั่นฝ้าย  เครื่องผลิตเหล็ก  เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า เครื่องผลิตอาหารกระป๋อง  เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ  ได้ทำให้วิถีชีวิตของคนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น       
                 คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น  การคมนาคมมีความสะดวกสบายมีการใช้เรือที่มีเครื่องจักรไอน้ำ  มีรถไฟ  การสื่อสารมีการใช้โทรเลข  มีโทรศัพท์  มีกล้องถ่ายรูป  การพัฒนาทางด้านการแพทย์ทำให้โรคภัยไข้เจ็บน้อยลง
                 เมื่อมีเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษยมากขึ้น  คนก็มีเวลาว่างมากขึ้น  คนจึงเรียนและเล่นดนตรี  ฟังคอนเสริต์  เมื่อคนเรียนและเล่นเครื่องดนตรีมากขึ้น  จึงทำให้มีธุรกิจที่เกี่ยวกับดนตรีเกิดขึ้นมากมาย  เช่น มีโรงเรียนดนตรีมากมายเกิดขึ้นในยุโรป  สหรัฐอเมริกา  มีการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องดนตรี  มีการจัดตั้งสมาคมดนตรีหรือชมรมดนตรี  มีกิจการรับจัดคอนเสริต์  และมีการรับพิมพ์โน้ตดนตรี
                  ดนตรีแต่เดิมจะแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงของเจ้านายและชนชั้นสูง  หรือพิธีกรรมทางศาสนา  แต่ในสมันโรแมนติกเป็นการใช้เพื่อความบันเทิงของคนทั่วไปในสังคม  เป็นการใช้เครื่องดนตรีเพื่อการประกอบอาชีพ

               การแสดงคอนเสริต์ในสมัยก่อนมักจะถูกจัดขึ้นในวังหรือโบสถ์ขนาดใหญ่  แต่ในสมัยโรแมนติกมีการสร้างโรงแสดงคอนเสริต์ ( Concert Hall ) ขนาดใหญ่มากมายประกอบกับการคมนาคมการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้นทำให้นักดนตรีสามารถเดินทางออกแสดงดนตรี  แสดงคอนเสริต์โดยไม่ต้องแสดงเฉพาะในวังหรือในโบสถ์เท่านั้น  มีหลายครั้งที่นักประพันธ์เป็นผู้จัดคอนเสริต์เองเพื่อให้เป็นที่รู้จักและเป็นแหล่งที่มาของรายได้
               อุดมคติและเป้าหมายของศิลปะในยุคโรแมนติก  คนในยุคโรแมนติกคิดว่าถ้าต้องการค้นหาความหมายของชีวิตต้องมองเข้าไปภายในจิตใจของตนเอง  ศิลปินและคนในสมัยนั้นมีความเห็นว่าเป้าหมายของศิลปะไม่ใช่เพื่อรับใช้ หรือสร้างวความบันเทิงให้กับเจ้านาย  ศิลปินในแต่ละคนควรจะมีอิสระที่จะถ่ายทอดความรู้สึกส่วนตัวผ่านงานศิลปะ  ศิลปินควรจะถ่ายทอดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง งดงาม  ความเชื่อและความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวผ่านงานศิลปะของตน  และมีความเชื่อว่ากวี และศิลปินเป็นวีรบุรุษ ( Hero )  และสามารถช่วยเหลือสังคม โดยการช่วยให้สังคมค้นพบคุณค่าที่สูงส่งและช่วยยกระดับจิตใจของมนุษยได้  คนในยุคโรแมนติกเชื่อว่าเราจะเข้าใจโลกได้ดีที่สุดโดยใช้อารมณ์  ความรู้สึก  ไม่ใช่ปัญญาและเหตุผล  คนคิดว่าจินตานาการและความคิดสร้างสรรค์ควรจะถูกนะมาใช้เพื่อสัมผัสใจ  สร้างความประทับใจให้คนดู  เพราะฉนั้นจึงมีความคล้ายคลึงกันระหง่างปรัชญาบาโรคกับ โรแมนติก  ( คลาสสิกความคิดเรียบง่ายสมดุล  ความรู้เป็นเหตเป็นผล  ศิลปะย้อนกลับไปหากรีกโรมันโบราณ )  
                 เบโธเฟ่นเป็นศิลปิน 2 ยุค มีชีวิตช่วงปลายคลาสสิกเพลงที่แต่งนำเราเข้าสู่ยุคโรแมนติก  ชีวิตทุกข์ทรมาน  แสวงหาการยอมรับในสังคม  ต้องการยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้านายได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนรับใช้เป็นนักประพันธ์อิสระไม่มีรายได้ประจำ  ซึ่งยังมาหูหนวกทำให้ต้องเลิกอาชีพนักดนตรี  และประพันธ์เพลงเพียงอย่างเดียว  เขาถอนตัวจากสังคมไปอยู่โดดเดี่ยว  เบโธเฟ่นมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะด้านดนตรีและ เพื่อคุณค่าของดนตรีที่มีต่อมนุษยชาติ
                 เปียโนเป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีในยุคโรแมนติก  เนื่องจากสะท้อนจิตวิญญาณความโรแมนติก  มีความเป็นเอกเทศเราสามารถบรรเลงเพียงชั้นเดียวได้โดยไม่ต้องบรรเลงเป็นวงก็เป็นเพลงที่ไพเราะแล้ว  สะท้อนอิสรภาพ  เสรีภาพ มีRange เสียงและ  Dynamic  ที่กว้างตั้งแต่เสียงกระชับจนกระทั่งเสียงที่ทรงพลัง ทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้หลากหลาย  สามารถบรรเลงได้ทั้งที่บ้านและ Concert Hall  อีกทั้งการปฎิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดโรงงานมีการพัฒนาเครื่องจักรกล และกระบวนการผลิตทำให้คนจำนวนมากเป็นเจ้าของเปียโนได้
                 มีการใช้ Keyboard effect  แบบใหม่  Crescendo  @ Diminuendo  Sforzando  Tremolo Glissando  ที่นักประพันธ์คิดขึ้น  เพื่อให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของเพลงได้มากขึ้นทำให้มีพัฒนาคุณภาพของเครื่องดนตรีมากขึ้นอีกด้วย  เนื่องจากเปียโนในช่วงศตววษที่ 19  ไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับการบรรเลงที่ทรงพลังของยุคโรแมนติก  “ Pageta mer”  เดิม5 ½  Octave  โครงไม้  ความตึงของสาย 2 ต้น  ก่อนหุ้มด้วยหนัง  เปียโนมีการพัฒนามากขึ้นในช่วงปี 1820 -  1870  ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยี่ในช่วงปฎิวัติอุตสาหกรรม  มีการเสริมเหล็กเข้าไปในในโครงไม้และพัฒนาเป็รโครงเหล็กในช่วงต่อมาเพื่อที่จะให้สามารถใช้สายที่ใหญ่ขึ้นและขึงให้ตรึงได้มากขึ้น่   มีค้อนขนาดใหญ่และหนักมากขึ้นทำให้เสียงเปียโนเต็มและมีพลังมากขึ้น 71/4Octave  โครงเหล็กสายหนา Tension  30 ตันหุ้มค้อนด้วยสักหลากขนแกะ
                 สำหรับนักประพันธ์โรแมนติกแล้วแรงบันดาลใจมีความสำคัญ  นักประพันธ์จำนวนมากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรรกรรมหรืองานเขียนต่างๆ ดนตรีโรแมนติกส่วนใหญ่จึงทำหน้าที่เหมือนดนตรีเล่าเรื่อง Sohumann List
                 นักประพันธ์และผู้คนในยุคโรแมนติกมีความชื่นชมดื่มด่ำกับธรรมชาติมากๆ เมื่อมองธรรมชาติจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย เช่น  ป่าเขา- สวย  ภัยธรรมชาติ- ความอ่อนแอ  สิ้นหวัง  นักประพันธ์มองธรรมชาติว่าเป็นโลกที่มนุษยยังไม่ได้เข้าไปทำให้มีมลทิน  ธรรมชาติเป็นสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์  นักประพันธ์จำนวนมากที่แต่งเพลงโดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
                 นักประพันธ์สนใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าโครงสร้าง  จึงลดความสนใจ Sonata Form  แต่นักประพันธ์ให้ความสนใจในการแต่ง Character Piece เป็นเพลงสั้นๆจบในตัวถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในเพลงนั้น  ส่วนมากเป็น Ternary Form มีชื่อเพลงที่ทำให้มองเห็นภาพ  เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ผ่านมาชั่ววูบแล้วเล่าเป็นเพลง P. 94 ล้อเลียนการแต่งเพลงของChopin
-          เพลงโรแมนติกส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากFolk Music เพลงพื้นเมือง
-          ดนตรีคตินิยมปลายทศวรรษที่ 19 ภาคภูมิใจในความเป็นคนชาตินั้นๆส่งถึงความเป็นชาติ
-          Exoticism  สนใจวัฒนธรรมหลากหลาย  ดนตรีตะวันออกและแดนไกล เพลงเพื่อบรรยายดินแดนที่อยู่ห่างไกล






วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเดินทางภาคสนามทางมานุษยดุริยางควิทยา หลวงพระบาง ชุมชนลื้อบ้านนายาง

บันทึกการเดินทางภาคสนามทางมานุษยดุริยางควิทยา หลวงพระบาง ชุมชนลื้อบ้านนายาง ภาควิชามานุษยดุริยางควิทยา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ระหว่างวันที่ 26 – 29 มีนาคม 2560

26 มีนาคม 2560 (วันอาทิตย์)
-        7.00 น. สนามบินดอนเมือง
-        10.30 น. สนามบินหลวงพระบาง ต่อรถตู้ประจำทางเพื่อเดินทางต่อเข้าสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง แต่วีนนี้โชคดี ได้พบคนไทยโดยบังเอิญเป็นเพื่อนบ้านจากหมู่บ้านที่สุพรรณบุรีมาเยี่ยมเพื่อนสนิทที่หลวงพระบางเช่นกัน โดยมีรถตู้ของบ้านเพื่อนมารับ จึงเชิญชาวคณะติดรถเข้าตังเมืองมาด้วยกัน เข้าสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง
-        11.30 น. เข้าสู่ที่พัก เก็บสัมภาระต่างๆ
-        12.30 น. รับประทางอาหารเที่ยง

-        13.30 น. ดูงานคุ้มเรือนแก้ว ของคุณแก้วมนตรี  ซึ่งเป็นสถานที่ส่งเสริมและแสดงทางวัฒนธรรมหลวงพระบาง ภายในเรือนมีเครื่องดนตรีวงพิณพาทย์  มีพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ ของเก่าเมืองหลวงพระบาง มีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมือง และผ้าต่างๆของหลวงพระบาง บรรยากาศด้วยความกันเอง และคุณแก้วมนตรี ก็จะเป็นผู้นำพาเยี่ยมชมเมืองหลวงพระบางตลอดการเดินทางภาคสนามในครั้งนี้

-        16.00 น. เยี่ยมชมความงดงามวัดเชียงทอง เป็นสถานที่สำคัญในการจัดงานประเพณีสงการณ์ และงานสำคัญอื่นๆ  แต่โชคไม่ดีมีพายุฝนตกโดยกระทันหัน  และบริเวณหอพระก็ปิดแล้ว แต่ก็เดินชมกันต่อไปเพื่อไม่ให้เสียศรัทธาที่มากันแล้ว
-        19.00 น. เดินออกจากวัดเชียงทองมา ฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จึต้องมาหยุดพักรอฝนหยุดกันอีก ตรงบริเวณวัดถัดมา ซึ่งก็ได้พบอีกคณะหนึ่งเป็นคนอินเดียที่สนใจและมาดูการสวดมนต์ทำวัดเย็นของพระในวัดกันอยู่ ชาวคณะเราเลยร่วมฟังสวดทำวัดเย็นอยู่บริเวณนั้นด้วย

-        








     20.30 น. ฝนหยุดตกออกจากวัดมาได้ วันนี้เลยรับประทานอาหารเย็นกันดึกหน่อย
                               

-        22.00 น. เข้าที่พักพักผ่อนตามอัธยาศัย
27 มีนาคม 2560 (วันจันทร์)
-        5.00 น. ตื่นเช้ามาเพื่อดูวัฒนธรรมท้องถิ่นการตักบาตราเช้า ซึ่งสมารถดูได้ทุกที่ทุกมุมของตัวเมืองหลวงพระบาง เพราะมีวัดจำนวนมากเรียงรายอยู่ทุกๆถนน และพระก็จะออกมาบินทบาตทีละวัดเดินเรียงเป็นสายๆ ขบวนของแต่ละวัด งดงามมาก

-        6.30 น. อาหารเช้าที่ร้านกาแฟที่ตลาดเช้า โจ๊ก กาแฟ ปาทังโก๋

                                                   

-        8.30 น. เดินทางเยียมชมกองการสังคีต ประจำเมืองหลวงพระบาง เป็นหน่วยงานทางดนตรีของราชการหลวงพระบาง โดยการต้อนรับของผู้อำนยการศูนย์กองการสังคีต หลวงพระบาง ผู้อำนวยการกองการสังตีตแนะนำหน่วยงาน และข้าราชการประจำกองการสังคีต ทั้งนักดนตรีพิณพาทย์ และนักฟ้อนต่างๆของกองการสังคีตฯ ต่อไปเป็นการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒณธรรมของหลวงพระบาง ได้แก่ ระบำดอกไม้ ขับซุ้มหลวงพระบาง ฯลฯ
-        การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดย ผศ.รุจี ศรีสมบัติ ได้แนะนำการรำสีนวล ตามคำขอของนักฟ้อนจากศิลปินกองการสังคีต ผู้อำนวยการกองการสังคีต กล่าวขอบคุณในการมาเยี่ยมเยือน ผศ.ดร.รุจี ศรีสมบัติ มอบของที่ระลึก และร่วมถ่ายรูปร่วมกัน

-        12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวท้องถิ่น
-        13.30 น. เดินทางต่อ วันนี้พวกเราจะไปบ้านนักดนตรีพิณพาทย์ลาว บ้านเชียงแมน เดินเท้าไปท่าเรือข้ามฟากแม่น้ำ  ล่องเรือไปต่อ เพื่อลงท่าเรือบ้านเชียงแมน เดินลัดเลาะผ่านวัด โรงเรียน และ เข้าสู่ถนนบ้านเชียงแมน  ถึงแล้ว บ้านครอบครัวครูดนตรี ครูพันบ้านเชียงแมน และครอบครัวลุงพัน

-        14.30 น. สนทนา สัมภาษณ์ ครอบครัวลุงพัน และลูกชายผู้จะสืบทอดวงดนตรีลาวเดิมบ้านเชียงแมน 
-        ลุงพันและครอบครัวแสดงบทเพลงวงพิณพาทย์ลาว ได้แก่ ขับซุ้มหลวงพระบาง โอ้ดวงดอกไม้ ขับแผ่เมตตาพุทธคุณ และอีกหลายๆเพลง

-        16.00 น. เดินทางต่อไปเยี่ยมชมศูนย์วัฒนธรรมเด็ก (ศวดด.) เป็นหน่วยงานราชการ ดูแลเรื่องกิจกรรมส่งเสริม เผยแพร่ และสอนศิลปวัฒนธรรม แก่เด็กๆชาวหลวงพระบางที่สนใจทางดนตรี  การฟ้อน และกิจกรรมวัฒนธรรมอื่นๆที่ทางศูนย์วัฒนธรรมจัดให้ตามโปรแกรมประจำปี
-        ผู้อำนวยการศูนย์กล่าวต้อนรับและแนะนำศูนย์วัฒนธรรมเด็ก
-        การแสดงวงพิณพาทย์  โขน และการฟ้อนของเด็กๆศูนย์วัฒนธรรมเด็

                                                      

-        19.00 น. ชมการแสดงพะลักพะลาม  เป็นการแสดงโขนหลวงพระบาง
-        ภาคกลางคืน ขณะที่ชาวคณะเข้าที่พักผ่อนตามอัธยาศัย เราขอมาเยี่ยมชมบ้านครูแอร์น้อย วงพิณพาทย์สี่แยกคอกวัว ซึ่งไม่อยู่ในรายการดูงานของครั้งนี้ วงพิณพาทย์สี่แยกคอกวัว ของครูแอร์น้อย เป็นวงพิณพาทย์ที่รวมรวมเด็กๆคนรุ่นใหม่ มาฝึกฝนฝีมือ ทั้งดนตรี และการฟ้อนต่างๆ  ซึ่งถือได้ว่าเป็นอนาคตทางวัฒนธรรมของหลวงพระบางเลยทีเดียว ที่วันรุ่นเหล่านี้จะไม่ทอดทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมดนตรี และการฟ้อนต่างๆหลวงพระบาง

                                            

28 มีนาคม 2560 (วันอังคาร)
-        7.00 น. อาหารเช้า และเก็บสัมภาระต่างๆเพื่อเตรียมเดินทางไกล มุ่งสู่ชุมชนลื้อบ้านนายาง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ตามที่คุณแก้วมนตรี ให้ข้อมูลไว้
-        8.00 น. เดินทางโดยรถตู้ท้องถิ่น ไปชุมชนลื้อบ้านนายาง รถมุงออกนอกเมืองลัดเลาะภูเขา และแม่น้ำ
-        15.00 น. เข้าสู่หมู่บ้านชุมชนลื้อบ้านนายางใต้ เมืองน้ำบาก  เข้าที่พักนำสัมภาระต่างๆขึ้นเรือน
-        15.30 น. ป้าเจ้าของบ้าน พาเดินสำรวจหมู่บ้าน  วัด และไหว้พระหลวงพ่อประจำหมู่บ้าน

-        16.00 น. ชมกิจกรรมวัฒนธรรมตามวิถีชุมชนเผ่าลื้อ ได้แก่  การทอผ้า การปั่นฝ้าย การย้อมสีผ้าฝ้ายตามขั้นตอนต่างๆ
-        19.00 น. รับประทานอาหารเย็น โดยเมนูอาหารท้องถิ่น แกงท้องถิ่น และน้ำพริกหวาย
-        20.30 น. พิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยผู้เฒ่า ผู้แก่ และสมาชิกชุมชนหมู่บ้านนายาง โดยหมอทำขวัญประจำหมู่บ้าน

-        21.30 น. การแสดงวัฒรธรรมชุมชนเผ่าลื้อบ้านนายาง ได้แก่ การขับลื้อ ในบทเพลงต่างๆ และ การแสดงวัฒธรรมแลกเปลี่ยน โดยการร้องเพลงไทยเดิม


-        23.00 น. เข้าที่พักพักผ่อนตามอัธยาศัย ไปไหนไม่ได้
29 มีนาคม 2560 (วันพุธ)
-        ตื่นนอน อาหารเช้า
-        ป้าเจ้าของบ้านมาส่งเพื่อเดินทางต่อ ผศ.รุจี ศรีสมบัติ กล่าวขอบคุณ และมอบของที่ระลึก
-        8.30 น. เดินทางออกจากหมู่บ้านชุมชนลื้อ บ้านนายาง เมืองน้ำบาก โดยรถตู้ท้องถิ่น เข้าสู่ตัวเมืองหลวงพระบางอีกครั้งนึง

-        14.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง และแวะเยี่ยมเยือนบ้านวงดนตรีพิณพาทย์ครูแอร์น้อย สี่แยกคอกวัว  เดินเยี่ยมชมตลาดของฝากประจำเมือง  และวัด สุดท้ายกลับมาพักที่เรือนพวงแก้ว เพื่อรอเวลาไปสนามบิน
-        16.00  น. เดินทางไปสนามบินหลวงพระบาง
-        18.00 น. กลับสู่สนามบินดอนเมือง ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
     ขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.รุจี ศรีสมบัติ ผู้พาพวกเราเปิดโลกกว้าง พิสูจน์ทฤษฎีการถ่ายโยงทางวัฒนธรรม
     ขอขอบพระคุณ คุณแก้วมนตรี ผู้ดูแล และแนะนำเส้นทางการเดินทางตลอดรายการภาคสนาม