วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

วิวัฒนาการดนตรีสากล

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3  วิวัฒนาการของดนตรีสากล

 

การจะสืบสานเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของดนตรีสากลตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ๆ เป็นเรื่องที่ยากเพราะดนตรีเป็นศิลปะของการใช้เสียง ถ้าหากไม่มีการจดบันทึกไว้ เสียงเหล่านั้น ย่อมสูญหายไปตามกาลเวลา และเนื่องจากการจดบันทึกทางดนตรีในสมัยโบราณไม่เคยมีมาก่อน การรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อื่นๆ เพิ่งจะมีปรากฏและเริ่มใช้กันในสมัยเริ่มต้นของยุคกลาง คือ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๕-๖ และการบันทึกก็มีเพียงเครื่องหมายแสดงระดับของเสียงและจังหวะ" เท่านั้น

แท้จริงแล้วดนตรีเกิดขึ้นมาในโลกพร้อมๆ กับมนุษย์นั่นเอง ในยุคแรกๆ มนุษย์อาศัยอยู่ในป่า ในถ้ำหรือแม้แต่ในโพรงไม้ มนุษย์ก็รู้จักการร้องรําทําเพลงตามธรรมชาติ เช่น รู้จักการปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เป็นต้น พร้อมกันนี้ก็มีการเปล่งเสียงร้องออกมาตามอุบัติการณ์ที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งการร้องรําทําเพลงของมนุษย์ในยุคนั้นมักทําเพื่ออ้อนวอนเทพเจ้า เพื่อช่วยให้ตน มีความสุขความสบายและรู้สึกปลอดภัย

โลกได้เปลี่ยนมาหลายยุคหลายสมัย ดนตรีก็มีวิวัฒนาการไปตามความเจริญและความคิด สร้างสรรค์ของมนุษย์ ทั้งนี้เครื่องดนตรีในสมัยเริ่มแรกที่เคยใช้ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นลําดับขั้น จนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน และเพลงที่เคยร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนาหรือเพลงที่ร้องโดยทั่วๆ ไป

ในระยะแรกๆ นั้น ดนตรีมีอยู่เพียงเสียงเดียวและแนวเดียว เรียกว่า “แนวทํานอง” (Melody) เท่านั้น ไม่มีการประสานเสียง เมื่อเวลาผ่านไปหลายศตวรรษจนถึงศตวรรษที่ ๑๒ มนุษย์จึง เริ่มรู้จักใช้เสียงต่างๆ มาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเป็นดนตรีหลายเสียงขึ้นมา และนับตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา นักปราชญ์ทางดนตรีก็ได้แบ่งดนตรีออกเป็นยุคต่างๆ อนุโลมเข้ากับยุคของศิลปะ ดังนี้

1.    ยุคกลาง (Middle Ages)

ยุคนี้คือ ช่วงเวลาระหว่างศตวรรษที่ 5-15 (ราว ค.ศ. 450-1400) อาจเรียกว่า ยุคเมดิอีวัล (Medieval Period) ดนตรีในยุคนี้เป็น vocal polyphony คือ เป็นเพลงร้องโดยมีแนวทำนองหลายแนวสอดประสานกัน    ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวด (Chant) และเป็นเพลงแบบมีทำนองเดียว (Monophony) ในระยะแรกเป็นดนตรีที่ไม่มีอัตราจังหวะ (Non-metrical) ในระยะต่อมาใช้อัตราจังหวะ 3/4 ต่อมาในศตวรรษที่ 14 มักใช้อัตราจังหวะ 2/4 เพลงร้องพบได้ทั่วไป และเป็นที่นิยมมากกว่าเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรี รูปแบบของเพลงเป็นแบบล้อทำนอง (Canon)

บทเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงร้องที่ใช้ในโบสถ์เพื่อสรรเสริญพระเจ้าเพียงอย่างเดียว โดยบางครั้งอาจเป็นการร้องสอดประสานกันบ้างประมาณ 2-3 แนวในปลายยุคและยังไม่พบการบรรเลงที่เป็นรูปแบบมาตรฐานอย่างเด่นชัด

2.    ยุคเรเนซองค์ (Renaissance Period)

เป็นดนตรีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 (ราว ค.ศ. 1450-1600) การสอดประสาน(Polyphony) ยังเป็นลักษณะของเพลงในยุคนี้โดยมีการล้อกันของแนวทำนองเดียวกัน (Imitative style)ลักษณะบันไดเสียงเป็นแบบโหมด(Modes) ยังไม่นิยมแบบบันไดเสียง(Scales) การประสานเสียงเกิดจากแนวทำนองแต่ละแนวสอดประสานกัน มิได้เกิดจากการใช้คุณสมบัติของคอร์ด ลักษณะของจังหวะมีทั้งเพลงแบบมีอัตราจังหวะและไม่มีอัตราจังหวะ ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อยยังมีน้อยไม่ค่อยพบ ลักษณะของเพลงมีความนิยมพอๆกัน ระหว่างเพลงร้องและบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเริ่มมีการผสมวงเล็กๆเกิดขึ้น

 บทเพลงในยุคนี้เริ่มมีการผสมผสานระหว่างเพลงพื้นฐานกับเพลงที่ใช้ในโบสถ์ โดยการนำเอาเทคนิคการประพันธ์เพลงพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้กับเพลงสวด ทำให้เกิดการนำเอาเครื่องดนตรีบางชนิดเข้ามาประกอบในเพลงสวดที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ออร์แกน ฮาร์ฟซิคอร์ด เป็นต้น

 

3. ยุคบาโรค (Baroque Period)

เป็นยุคของดนตรีในระหว่างศตวรรษที่17-18 (ราว ค.ศ. 1600-1750) การสอดประสานเป็นลักษณะที่พบได้เสมอในปลายยุค ช่วงต้นยุคมีการใช้ลักษณะการใส่เสียงประสาน(Homophony) เริ่มนิยมการใช้เสียงเมเจอร์และไมเนอร์แทนการใช้โหมดต่างๆ การประสานเสียงมีหลักเกณฑ์เป็นระบบ มีการใช้เสียงหลัก (Tonal canter) อัตราจังหวะเป็นสิ่งสำคัญของบทเพลง การใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย  เป็นลักษณะของความดัง-ค่อย มากกว่าจะใช้ลักษณะค่อยๆ ดังขึ้นหรือค่อยๆลง (Crescendo, diminuendo)ไม่มีลักษณะของความดังค่อยอย่างมาก (Fortissimo, pianisso) บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเป็นที่นิยมมากขึ้นบทเพลงร้องยังคงมีอยู่และเป็นทีนิยมเช่นกัน นิยมการนำวงดนตรีเล่นผสมกับการเล่นเดี่ยวของกลุ่มเครื่องดนตรี 2-3 ชิ้น (Concerto grosso)

4.      ยุคคลาสสิค (Classical period)

เป็นยุคที่ดนตรีมีกฎเกณฑ์แบบแผนอย่างมาก อยู่ในระหว่างศตวรรษที่ 18 และช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1750-1825) การใส่เสียงประสานเป็นลักษณะเด่นของยุคนี้ การสอดประสานพบได้บ้างแต่ไม่เด่นเท่าการใส่เสียงประสาน การใช้บันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์เป็นหลักในการประพันธ์เพลง ลักษณะของบทเพลงมีความสวยงามมีแบบแผน บริสุทธิ์ มีการใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อยเป็นสำคัญ ลีลาของเพลงอยู่ในขอบเขตที่นักประพันธ์ในยุคนี้ยอมรับกัน ไม่มีการแสดงอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้ประพันธ์ไว้ในบทเพลงอย่างเด่นชัด การผสมวงดนตรีพัฒนามากขึ้น การบรรเลงโดยใช้วงและการเดี่ยวดนตรีของผู้เล่นเพียงคนเดียว(Concerto) เป็นลักษณะที่นิยมในยุคนี้ บทเพลงประเภทซิมโฟนีมีแบบแผนที่นิยมกันในยุคนี้เช่นเดียวกับเพลงเดี่ยว(Sonata)  ด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่นิยมเป็นอย่างมาก บทเพลงร้องมีลักษณะซับซ้อนกันมากขึ้น เช่นเดียวกับบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีมีวิวัฒนาการมาจนสมบูรณ์ที่สุด เริ่มมีการผสมวงที่กำหนดแน่นอนว่าเป็นวงเล็กหรือใหญ่ คือ วงเชมเบอร์มิวสิก และวงออร์เคสตราในการจัดวงออร์เคสตราใช้เครื่องดนตรีครบทุกประเภท คือ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง และเครื่องตีวงออร์เคสตรา ในยุคนี้ถือได้ว่ามีรูปแบบที่ใช้เป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน 

5.      ยุคโรแมนติก (Romantic period)

เป็นยุคของดนตรีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ราว ค.ศ. 1825-1900) ลักษณะเด่นของดนตรีในยุคนี้ คือ เป็นดนตรีที่แสดงความรู้สึกของนักประพันธ์เพลงเป็นอย่างมาก ฉะนั้นโครงสร้างของดนตรีจึงมีหลากหลายแตกต่างกันไปในรายละเอียด โดยการพัฒนาหลักการต่างๆ ต่อจากยุคคลาสสิก หลักการใช้บันไดเสียงไมเนอร์และเมเจอร์ยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ลักษณะการประสานเสียงมีการพัฒนาและคิดค้นหลักใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากเพื่อเป็นการสื่อสารแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของผู้ประพันธ์เพลง การใส่เสียงประสานจึงเป็นลักษณะเด่นของเพลงในยุคนี้ บทเพลงมักจะมีความยาวมากขึ้น เนื่องจากมีการขยายรูปแบบของโครงสร้างดนตรี มีการใส่สีสันของเสียงจากเครื่องดนตรีเป็นสื่อในการแสดงออกทางอารมณ์ ลักษณะการผสมวงพัฒนาไปมาก วงออร์เคสตร้ามีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าในยุคคลาสสิค บทเพลงมีลักษณะต่างๆกันออกไป เพลงซิมโฟนี โซนาตา และแชมเบอร์มิวสิก ยังคงเป็นรูปแบบที่นิยมนอกเหนือไปจากเพลงลักษณะอื่นๆ เช่น Prelude, Etude,Fantasia เป็นต้น

ในยุคนี้ เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับการพัฒนารูปร่างจนสามารถบรรเลงด้วยวิธีการและเทคนิคต่างๆ ที่หลากหลายได้เป็นอย่างดีในส่วนของการผสมวงออร์เคสตรา ยังคงใช้หลักการ ผสมวงออร์เคสตราตามยุคคลาสสิก และเพิ่มขนาดโดยการเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีให้มีความยิ่งใหญ่ขึ้นเพื่อให้อารมณ์ของบทเพลงมีความหลากหลายและสามารถสื่อถึงผู้ฟังได้อย่างเด่นชัด 

6.      ยุคอิมเพรสชั่นนิสติค (Impressionistic Period)

เป็นดนตรีอยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1890 – 1910 ลักษณะสำคัญของเพลงยุคนี้คือ ใช้บันไดเสียงแบบเสียงเต็ม ซึ่งทำให้บทเพลงมีลักษณะลึกลับ คลุมเครือไม่กระจ่างชัด เนื่องมาจากการประสานเสียงโดยใช้ในบันไดเสียงแบบเสียงเต็ม บางครั้งจะมีความรู้สึกโล่งๆว่างๆ เสียงไม่หนักแน่น ดังเช่นเพลงในยุคโรแมนติก     การประสานเสียงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ในยุคก่อนๆ สามารถพบการประสานเสียงแปลก ๆ ไม่คาดคิดได้ในบทเพลงประเภทอิมเพรสชั่นนิซึม รูปแบบของเพลงเป็นรูปแบบง่าย มักเป็นบทเพลงสั้นๆ รวมเป็นชุด 

7.      ยุคศตวรรษที่ 20 (Contemporary Period)

ดนตรีในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นยุคของการทดลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ และนำเอาหลักการเก่าๆ มากพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับแนวความคิดในยุคปัจจุบัน เช่น หลักการเคาเตอร์พอยต์(Counterpoint) ของโครงสร้างดนตรีแบบการสอดประสาน มีการใช้ประสานเสียงโดย การใช้บันไดเสียงต่างๆ รวมกัน (Polytonatity) และการไม่ใช่เสียงหลักในการแต่งทำนองหรือประสานเสียงจึงเป็นเพลงแบบใช้บันไดเสียง 12 เสียง (Twelve-tone scale) ซึ่งเรียกว่า Atonality อัตราจังหวะที่ใช้ทีการกลับไปกลับมา ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้การประสานเสียงที่ฟังระคายหูเป็นพื้น (Dissonance) วงดนตรีกลับมาเป็นวงเล็กแบบเชมเบอร์มิวสิก ไม่นิยมวงออร์เคสตรา มักมีการใช้อิเลกโทรนิกส์ ทำให้เกิดเสียงดนตรีซึ่งมีสีสันที่แปลกออกไป เน้นการใช้จังหวะรูปแบบต่างๆ บางครั้งไม่มีทำนองที่โดดเด่น ในขณะที่แนวคิดแบบโรแมนติกมีการพัฒนาควบคู่ไปเช่นกัน เรียกว่านีโอโรแมนติก (Neo-Romantic) กล่าวโดยสรุปคือ โครงสร้างของเพลงในศตวรรษที่ 20  นี้มีหลากหลายมากสามารถพบสิ่งต่างๆตั้งแต่ยุค ต่างๆมาที่ผ่านมาแต่มีแนวคิดใหม่ที่เพิ่มเข้าไป  

8.      ยุคศตวรรษที่ 20 (Contemporary Period)

หลังจากดนตรีสมัยโรแมนติกผ่านไป ความเจริญในด้านต่าง ๆ ก็มีความสำคัญและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ความเจริญทางด้านการค้าความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ การขนส่ง การสื่อสาร ดาวเทียม หรือ แม้กระทั่งทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้แนวความคิดทัศนคติของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปและแตกต่างจากแนวคิดของคนในสมัยก่อน ๆ จึงส่งผลให้ดนตรีมีการพัฒนาเกิดขึ้นหลายรูปแบบ คีตกวีทั้งหลายต่างก็ได้พยายามคิดวิธีการแต่งเพลง การสร้างเสียงใหม่ ๆ รวมถึงรูปแบบการบรรเลงดนตรี เป็นต้น

รูปแบบดนตรีมีการผสมผสานรูปแบบใหม่ขึ้น ซึ่งมีการนำเสียงจากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นเครื่องดนตรีด้วยและส่วนดนตรีในรูปแบบดนตรีคลาสสิกก็ยังคงใช้รูปแบบการผสมวงตามยุคคลาสสิก ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่จะเน้นที่รูปแบบการประพันธ์เพลงมากกว่าและในยุคนี้เริ่มมีวงดนตรีผสมผสานรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นรูปแบบวงดนตรีที่ผสมผสานระหว่างแอฟริกา ตะวันตก อเมริกาและยุโรป ที่เรียกว่า วงดนตรีแจ๊ส (Jazz) เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงมักประกอบด้วย ทรัมเป็ต คลาริเน็ต ทรอมโบน ทูบา และกลองประเภทต่างๆ เป็นต้น

1.ให้เรียงลำดับยุคสมัยต่างๆของดนตรีจากยุคใหม่ไปยุคเก่า

2.ให้อธิบายลักษณะสำคัญของดนตรียุคคลาสสิค


 

 

บทบาทของดนตรีในการสะท้อนสังคม

 

หน่วยการเรียนรู้ที่  2    บทบาทของดนตรีสากลในการสะท้อนสังคม

 

ดนตรีในแต่ละยุคสมัย เป็นเครื่องสะท้อนให้ผู้ฟังเห็นสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นๆ และอาจเปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยอื่นๆ ผลงานเพลงและดนตรีจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาสภาวะของสังคมในแต่ละยุคสมัยทั้งด้านค่านิยม และความเชื่อดังนี้

ค่านิยมของสังคมในผลงานดนตรี ค่านิยม คือสิ่งที่สังคมยึดถือเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจ และกำหนดการกระทำของตนซึ่งมักจะเปลี่ยนไปตามกระแสความนิยมและตามสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ค่านิยมของสังคมที่ปรากฎอยู่ในบทเพลงจึงเปลี่ยนแปลงไปตามปี พ.ศ. และตามสภาวะของระบบการปกครอง จารีตประเพณี และีวิถีชีวิต ตัวอย่างเช่น เนื้อหาในบทเพลงต่างสมัยต่างสะท้อนค่านิยมของสังคมของตน ดังต่อไปนี้

1.ค่านิยมของสังคมในผลงานดนตรี สมัยอดีต หนุ่มสาวนิยมเกี้ยวพาราสีกันด้วยการเขียนจดหมายรักโต้ตอบกัน สมัยปัจจุบัน เกี้ยวพาราสีกันด้วยการส่งเสียงฝากรักผ่านโทรศัพท์มือถือ

สมัยอดีตผู้คนนิยมบทเพลงที่มีสำนวนภาษาไพเราะกินใจแบบบทกวี สมัยปัจจุบันนิยมสำนวนแบบตรงไปตรงมาเหมือนคำพูดซึ่งไม่เน้นฉันทลักษณ์

2. ความเชื่อของสังคมในผลงานดนตรี ความเชื่อต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในผลงานดนตรี นับตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงสมัยปัจจุบัน มีทั้งที่ยังคงอยู่และทั้งที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น

2.1 นักแต่งเพลงพื้นบ้านในอดีตไม่บอกนามตนเอง เพราะเชื่อว่าสวรรค์ ให้พรจึงแต่งได้ แต่นักแต่งเพลงในปัจจุบันพยายามโฆษณาประชาสัมพันธชื่อเสียงของตนอย่างเต็มที่

2.2 นักเทวศาสตร์เชื่อว่าดนตรีถูกสร้างขึ้นด้วยอำนาจจากสวรรค์ในคราวเดียวกันกับที่ให้มนุษย์มีเสียงพูด แต่นักวิชาการดนตรีสมัยปัจจุบันเชื่อตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

 2.3 พระในคริสต์ศาสนา เชื่อว่าดนตรีสามารถยกระดับของบุคคลให้สูงขึ้นไปหาพระเจ้าปัจจุบันก็ยังเชื่อเช่นนั้นอยู่

2.4 ชาวพุทธเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นหนทางตรัสรู้จากเสียงพิณ 3 สาย ที่พระอินทร์ดีดถวาย ซึ่งปัจจุบันก็ยังเชื่อเช่นนั้นอยู่

2.5 ชาวไทยในภาคใต้เชื่อว่าเสียงปี่กาหลอ สามารถส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่สวรรค์

2.6 ชาวม้งเชื่อว่าเสียงแคนจะช่วยส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปพบญาติ ซึ่งล่วงลับไปก่อน

2.7 ชาวไทยอีสานเชื่อว่าเสียงแคนเป็นพาหนะให้เทพเสด็จลงมาได้

2.8 บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชสะท้อนความเชื่อทางศาสนาไว้หลายบทเช่น ในเพลงแสงเทียนสะท้อนความเชื่อเรื่องการทำบุญไว้ให้มาก เพื่อเตรียมไว้ใช้ในภพหน้า เป็นต้น

2.9 นักดนตรีพิธีกรรมเชื่อว่า เครื่องดนตรีเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเก็บไว้ ใครแตะต้องอาจมีโทษอาจมีโทษถึงตาย แต่นักดนตรีบางคนในปัจจุบันถือว่าเครื่องดนตรีเป็นเพียงของใช้งานเท่านั้น

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กวี ดนตรีผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักเทวศาสตร์ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระในคริสต์ศาสนา ดนตรีผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หนทางตรัสรู้จากเสียงพิณ 3 สาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปี่กาหลอผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แคนม้งผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หมอแคนผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แสงเทียน ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักดนตรี ยุคกลาง

3. ดนตรีสะท้อนความคิดของสังคม

ความคิดคือสิ่งที่นึกรู้ขึ้นในใจหรือความรู้ที่เกิดขึ้นภายในใจที่ก่อเกิดการแสวงหาความรู้ใหม่ต่อไปของบุคคล

ความคิดของสังคม หมายถึง สิ่งที่กลุ่มคนนึกรู้ หรือเกิดความรู้ขึ้นร่วมกันอย่างต่อเนื่องตามระเบียบ กฎเกณฑ์ และมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน ความคิดของสังคมที่ปรากฏอยู่ในผลงานดนตรีมีอยู่มากมายทั้งที่เป็นปรัชญา คำสอน คำปลุกใจ การเล่าเหตุการณ์ คำปลอบประโลมหรืออุดมคติ เรียกได้ว่า มีครบทุกรสแห่งวรรณกรรม คือ รสแห่งความรัก รสแห่งความขบขัน รสแห่งความเมตตา กรุณา รสแห่งความโกรธเคือง รสแห่งความกล้าหาญ รสแห่งความโกรธเคือง รสแห่งความกล้าหาญ รสแห่งความทุกข์-ความกลัว และรสแห่งความสันติสุข และเนื่องจากผู้คิดสร้างสรรค์ผลงานดนตรีมึถึง 4 จำพวกคือ

1. พวกที่เอาเหตุการณ์หรือเรื่องจริงมาแต่ง เรียกว่า พวกอรรถกวี

2. พวกที่คิดประดิษฐ์เรื่องหรือสาระขึ้นด้วยตนเอง เรียกว่า พวกจินตกวี

3. พวกที่จำเอาเรื่องที่ได้ยิน ได้ฟัง จากคนอื่นมาแต่ง เรียกว่า พวกสุตกวี

4. พวกที่มีปฏิภาณไหวพริบ นำความคิดที่เกิดฉับไวมาแต่ง เรียกว่า พวกปฏิภาณกวี

จึงทำกวีเหล่านั้นสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่สะท้อนความคิดของสังคมขึ้นมาได้อย่างหลากรสตามแนวคิดของกวีแต่ละพวกแต่ละคน

คำถามประจำบท  ดนตรีสากลมีบทบาทในการสะท้อนสภาพสังคมไทยอย่างไรบ้าง

บทบาทของดนตรีสากลในการสะท้อนสังคม

ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้ว คำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้ แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยาแล้วก็จะกล่าวได้ว่า ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว มีหลักฐานว่าอารายธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000 ปี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นครั้งแรก คือ ความหวาดกลัวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว

ดนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยไม่จำกัดเพศ วัย ระดับการศึกษา หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ดนตรีสำหรับบางคนอาจมีวัตถุประสงค์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อความซาบซึ้งไปกับอารมณ์ของบทเพลง บางคนต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเพื่อเป็นนักร้อง นักดนตรี ฯลฯ การมีประสบการณ์ทางดนตรีในลักษณะต่างๆ แต่ละคนจึงมีมุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่แตกต่างกัน อาทิเช่น มิติที่เป็นรูปแบบของศิลปะวัฒนธรรม มิติที่เป็นรูปแบบของความคิดและจินตนาการ มิติที่เป็นรูปแบบของนันทนาการและการบันเทิง มิติที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง มิติที่เป็นหลักสูตรการศึกษา มิติที่เป็นสุนทรียภาพ มิติที่เป็นสื่อธุรกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ผ่านมาสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น มุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต จึงกำลังเป็นที่สนใจ มีการขยายผล นำไปประยุกต์ใช้ และค้นคว้าทดลองอย่างจริงจังในปัจจุบัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตมีประเด็นการศึกษา

การดำเนินชีวิตของคนไทยตลอดชีวิต ต้องมีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อและวัฒนธรรมหรือวิถีไทย ดนตรีจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความสุข ความสนุกสนาน เพื่อให้คลายจากความกลัว ความกังวน ความเหน็ดเหนื่อย หรือความทุกข์ทั้งหลาย ดนตรีนับว่ามีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างมากมาย ดนตรีมีบทบาทในชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย โดยเฉพาะคนไทยถ้าได้ยินเสียงดนตรีที่ไหนก็ตาม หมายความว่าที่แห่งนั้นจะต้องมีงานมหรสพ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานกุศล งานฉลองต่าง ๆ หรืองานศพ เช่น พอเด็กเกิดมาก็จะมีการทำขวัญเดือน โกนผมไฟ ซึ่งถือว่าเป็นพิธีมงคลแก่ชีวิตเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายทำให้ และเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก็มีการโกนจุกซึ่งแสดงว่าเด็กเข้าสู่วัยที่โตแล้ว ในช่วงชีวิตต่อไปก็คือ การอุปสมบทของชายก็มีการทำขวัญนาค นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกหลายงาน อาทิเช่น การแต่งงาน การฉลองอายุ ฉลองครบรอบแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนแต่ใช้ดนตรีประกอบทั้งสิ้น เป็นการแสดงให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริง มองดูศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจะเห็นว่าการดำเนินชีวิตของคนไทยจะมีความสัมพันธ์กับดนตรีมาตลอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 


ปัจจัยในการสร้างสรรค์ผลงานทางดนต

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1  ปัจจัยในการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี

 

ความเชื่อกับการสร้างสรรค์ทางดนตรี

มนุษย์ชนเผ่าต่างๆ ในสมัยโบราณมีลัทธิความเชื่อว่าชีวิตของมวลมนุษย์นั้นมีสิ่งที่มีอำนาจลึกลับเหนือมนุษย์และเหนือธรรมชาติควบคุมอยู่ มนุษย์จึงจัดให้มีพิธีกรรมบวงสรวง อ้อนวอนขอความคุ้มครองจากสิ่งลึกลับตามที่ตนเชื่อ ซึ่งในพิธีกรรมมักมีดนตรีบรรเลงประกอบการฟ้อนรําและการขับร้องเพลงสังเวย เนื่องจากเชื่อว่าจะทําให้สิ่งลึกลับนั้นโปรดปรานแล้วให้ในสิ่งที่ตนต้องการ

ชาวกรีกโบราณเชื่อว่านักร้องและนักดนตรีเป็นทูตสวรรค์ ผู้นําคําสอนของพระเจ้ามาสื่อสารกับมวลมนุษยชาติ ผ่านเสียงบรรเลงดนตรีและขับร้อง นักร้องนักดนตรีจึงเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน ลัทธิความเชื่อนี้ทําให้เกิด นักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงผู้สร้างสรรค์ ผลงานดนตรีอย่างมากมาย

มนุษย์สมัยดึกดําบรรพ์มีลัทธิความความเชื่อว่า ตนเองสามารถใช้เสียงดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารและควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติ เช่น ใช้เรียกสิ่งดีๆ ให้มาหา ใช้ขับไล่ความชั่วร้ายให้หนีไปใช้ป้องกันและบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ใช้เรียกลมฝน ช่วยบันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ช่วยให้ออกหาปลาล่าสัตว์ได้อย่างปลอดภัยและประสบผลสําเร็จ

1.ชาวฮินดูเชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง 2.ชาวจีนเชื่อว่าสเกลเสียงดนตรีมาจากนกฟีนิกช์

3.ชาวอียิปต์เชื่อว่าดนตรีเป็นของขวัญจากเทพเจ้าโอชิริส 4.ชาวยิวเชื่อว่าจูบาสเป็นบุตรของ อดัม มนุษย์คนแรกของโลกเป็นผู้ผลิตฮาร์ปและออแกน 5.ชาวแอฟริกันโบราณเชื่อว่าเสียงกลองสามารถสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้ขจัดปัดเป่าภยันตราย ใช้บําบัดรักษาคนไข้ ใช้ประกอบการเต้นรํา เพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิมในยามสู้รบ 6.ชาวเขาเผ่าม้งในประเทศไทย เชื่อว่าเสียงแคนจะช่วยส่งวิญญาณ ให้เดินทางไปพบญาติผู้ล่วงลับไปก่อนหน้าแล้วภายในเวลา ๗ วัน เป็นต้น

 

 

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฮินดู พระพรหมผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นกฟีนิกซ์ แฮรี่ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โอซิริสผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฮาร์ป       ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ออร์แกนผลการค้นหารูปภาพสำหรับ afican musicผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แคนเผ่าม้ง

 

สําหรับคนไทยก็ใช้เสียงเพลงและดนตรีในพิธีกรรมต่างๆ อย่างมากมาย เช่น1. คนไทยภาคกลางใช้วงปี่พาทย์บรรเลงในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ 2.คนไทยภาคเหนือใช้กลองนานาชนิดตีในพิธีกรรมที่หลากหลาย

3.คนไทยภาคอีสานใช้แคนประกอบลำในพิธีบําบัดคนไข้ 4.คนไทยภาคใต้ใช้ปี่กาหลอบรรเลงในงานศพ

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วงปี่พาทย์ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กลองภาคเหนือผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หมอแคนผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปี่กาหลอ

 

ศาสนากับการงานสร้างสรรค์ทางดนตรี

มนุษย์รู้จักพัฒนาลัทธิความเชื่อในสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติให้กลายเป็นความเลื่อมใส ศรัทธาในศาสนาที่มี พระศาสดาเป็นผู้ให้พระธรรมคําสอน แต่ยังคงมีการใช้เสียงบรรเลงดนตรี และการขับร้องเพลงเป็นส่วนประกอบของพิธีกรรมตามศาสนา

คริสต์ศาสนิกชนทั้งนิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนต์ใช้เพลงขับร้องประกอบดนตรีใน ศาสนพิธี มีพระผู้ใหญ่ที่เป็นทั้งพระและสังคีตกวีได้สร้างผลงานดนตรีขึ้นในทางศาสนาเป็นจํานวนมาก

 

ปัจจัยในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีสากล

              1. ความเชื่อ อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ  ซึ่งในปัจจุบันมนุษย์ก็ยังคงมีความเชื่อในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เช่น การนับถือบูชาผีสาง เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดังนั้น จึงมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อแสดงถึงความเคารพบูชา  องค์ประกอบต่างๆของการนำมาประกอบพิธีกรรมนั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นเครื่องเซ่นไหว้ เช่น พวงมาลัย อาหาร ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ดนตรี ซึ่งต้องเป็นดนตรีที่มีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ ดนตรีที่เกิดขึ้นจากความเชื่อจึงทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบในพิธีกรรมหรือเรียกว่า ดนตรีพิธีกรรม (Ritual music) เช่น การประกอบพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นต้น

            2. ศาสนา นับเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ ซึ่งนอกจากความเชื่อในการนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็ยังมีความเชื่อและศรัทธาในศาสนา ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็มีการสร้างสรรค์เพื่อนำมาใช้ประกอบพิธีกรรม เช่น ในศาสนาคริสต์ได้นำเพลงสวดมาขับร้องเพื่อใช้ในขั้นตอนต่างๆของพิธีแมส (Mass) หรือพิธีมิสซา (Missa) เป็นต้น ในส่วนศาสนาพุทธก็มีการดนตรีในการบรรเลงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น งานบวช งานศพ งานเทศน์มหาชาติ เป็นต้น

3. วิถีชีวิต มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ดนตรีเป็นอย่างมาก ดนตรีที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในทางวิชาการเรียกว่า ดนตรีชาวบ้าน ( Secula Music)  ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนยุคกรีกโบราณ เป็นดนตรีที่สร้างสรรค์จากวิถีชีวิตของมนุษย์เกิดจากความต้องการที่จะบรรยาย พรรณนาเรื่องราว ถ่ายทอดอารมณ์  ความรู้สึกผ่านบทเพลง หรือเพื่อเป็นการนันทนาการ  ผ่อนคลายความเครียดและให้ความบันเทิงแก่ผู้คน เช่น การแสดงอุปรากร (Opera) ของชาวยุโรป การแสดงโขนของไทย การแสดงละครคาบูกิ (Kabuki) ของชาวญี่ปุ่น

4. เทคโนโลยี เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดนตรีได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนา การพัฒนาเทคโนโลยีส่งผลต่อการพัฒนาดนตรี และในทางกลับกันดนตรีก็ทำให้เทคโนโลยีปรับตัวตามไปด้วย ช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในดนตรีมาตั้งแต่สมัยโบราณเห็นได้ชัดจากการนำเอาวิธีคิดของ พีทาโกรัส (Pythagoras) นักปราชญ์ชาวกรีก มาช่วยในการปรับปรุงระบบการตั้งบันไดเสียงในดนตรีสากล  โดยการนำไปประยุกต์พัฒนาวิธีการปรับปรุงบันไดเสียงให้ได้ตามที่เทคนิคและรูปแบบของดนตรีที่เปลี่ยนไป ในด้านเทคโนโลยีการบันทึกเสียง  ก็ได้รับการพัฒนาให้คุณภาพเสียงมีความใกล้เคียงเสียงดนตรีจริง ส่งผลให้มีการทำซ้ำและเผยแพร่ออกไปสู่มวลชนได้รวดเร็ว  เป็นการกระตุ้นให้นักประพันธ์ดนตรีสร้างสรรค์งานในรูปแบบใหม่ๆ ออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะดนตรีสมัยนิยมที่เกิดขึ้นในเชิงพาณิชย์  ทำให้ดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนารูปแบบออกไปในช่วงเวลาที่สั้นลงกว่าในสมัยก่อน  โดยมีการเปลี่ยนแปลงประมาณทุก 2-5 ปี อย่างที่เรามีคำศัพท์เรียกรูปแบบดนตรีเพลงที่ได้รับความนิยมในช่วงหนึ่งเป็นทศวรรษ เช่น ดนตรีสมัย 60s (Sixties) หรือ 70s (Seventies)

 นักเรียนคิดว่าปัจจัยในด้านใดที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีในปัจจุบันมากที่สุด เพราะอะไร ให้อธิบายแนวคิดของตัวเองตามความเข้าใจ